เมื่อช้างศึกเปลี่ยนไป ในเวอร์ชั่น มิโลวาน ราเยวัช

ผ่านพ้นไปแล้วสำหรับเกมนัดที่ 3 ของ ทีมชาติไทย ในรายการ เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2018 ซึ่งภายหลังจบเกมที่พลพรรค ช้างศึก ผลงานสะดุดด้วยการบุกออกไปเสมอ ทีมชาติฟิลิปปินส์ 1-1 ก็เกิดเสียงวิพากย์วิจารณ์มากมายเกี่ยวกับผลการแข่งขันและสไตล์การเล่นของพลพรรค ช้างศึก ที่เน้นการตั้งรับเพื่อเปิดเกมรุก ซึ่งถือเป็นแนวคิดใหม่ที่ มิโลวาน ราเยวัช กุนซือชาวเซอร์เบีย นำมาปรับใช้กับ ทีมชาติไทย ในยุคของเขา

 

การถูกฟิลิปปินส์ ตามตีเสมอในช่วง 10 นาทีสุดท้าย ถือเป็นการเสียประตูท้ายเกมสองนัดติดต่อกันของทัพ ช้างศึก ซึ่งเกมกับ อินโดนีเซีย ก็เสียประตูจากลูกเตะมุมในช่วงเวลาดังกล่าวมาแล้ว ดังนั้นถือเป็นจุดที่ ราเยวัช ต้องแก้ไขเป็นการด่วน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสมาธิ รวมไปถึงการรับมือลูกเซ็ตพีท ที่พวกเขาเสีย 2 ประตูให้กับ อินโดนีเซีย ในเกมก่อนหน้านี้

 

ซึ่งเกมล่าสุดกับ ฟิลิปปินส์ เชื่อว่าทีมชาติไทย นั้นเตรียมตัวเตรียมใจพบกับความยากลำบากมาก่อนแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเดินทาง สภาพอากาศที่ต้องพบกับมรสุมก่อนเกม แถมสภาพสนามก็ยังไม่เป็นที่คุ้นเคยของนักเตะ นอกจากนี้จะเห็นได้ว่า ทีมชาติไทย ปรับทีมจากเกมพบกับ อินโดนีเซีย ถึง 3 ตำแหน่ง โดยส่ง ฉัตรชัย บุตรพรหม ,ปกเกล้า อนันต์ และ ศุภชัย ใจเด็ด ลงสนามเป็น 11 ตัวจริง

สำหรับรูปเกมที่ออกมา อาจจะไม่ถูกใจแฟนบอลบางส่วน เนื่องจากหมากของ ลุงมิโล ไม่ใช่ฟุตบอลประเภท บู๊ล้างผลาญ เดินหน้าฆ่ามัน แต่เป็นฟุตบอลประเภทชิงจังหวะและชิงเหลี่ยม เน้นผลการแข่งขันมากกว่า ซึ่งเกมครึ่งแรกหลายคนอาจมองว่าทีมชาติไทย ถูกฟิลิปปินส์ บุกใส่จนโงหัวไม่ขึ้น และเจียนอยู่เจียนไปกับการเสียประตูในช่วง 45 นาทีแรก

 

แต่นั่นคือสิ่งที่ ราเยวัช เตรียมตัวรับมือไว้แล้ว เพราะจะสังเกตุได้ว่าเกมรุกของ ฟิลิปปินส์ ก็แทบไม่ได้สร้างความลำบากใจให้กับกองหลังไทยสักเท่าไหร่นัก นอกจากการโยนบอลเข้าไปวัดดวงในกรอบเขตโทษและพยายามเก็บจังหวะสองให้ได้ รวมไปถึงพยายามตัดเกมแดนกลางของไทยปิดโอกาสการออกบอลโต้กลับของ ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ และ สรรวัชญ์ เดชมิตร ได้เป็นอย่างดี

ซึ่งก็ต้องชมการวางหมากของ สเวน โกรัน อิริคสันส์ ที่นำข้อมูลของนักเตะไทยจาก สก๊อตตฺ คูเปอร์ มาแก้เกมได้เป็นอย่างดี การเข้าบอลแบบถึงลูกถึงคนไม่ให้นักเตะไทยเล่นได้ง่าย บวกกับสนามที่ค่อนข้างเล่นยากก็ทำให้นักเตะไทย ไปไม่เป็นเหมือนกัน นอกจากนี้ เชื่อว่าก่อนเกม ลุงสเวน ก็น่าจะปลุกใจลูกทีมให้ฮึกเหิมสู้กับทีมชาติไทยอย่างไม่มีเกรงกลัว เพราะขุนพลจากแดนตากาล็อก ก็คือ แข้งอาเซียนสายพันธุ์ผสมดีดีนี่เอง

 

 

 

 

 

 

สิ่งหนึ่งที่เห็นชัดจากแท็คติกของ ราเยวัช ในทัวร์นาเม้นต์ เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ ครั้งนี้ ก็คือการเน้นความแน่นอน และการเล่นเกมบุกโดยไม่จำเป็นต้องขึงเกมรุกใส่คู่แข่ง ซึ่งวิธีดังกล่าวอาจใช้จำนวนผู้เล่นในการเปิดเกมบุกเพียงไม่กี่คน แถมยังเป็นการรักษารูปทรงของการคุมพื้นที่ในเกมรับเอาไว้ ยกตัวอย่างประตูแรกที่ ทีมชาติไทย ออกนำ ฟิลิปปินส์ 1-0 เกิดจากการเติมเกมของแบ็คเพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น ก็นำมาซึ่งประตูขึ้นนำ นอกจากนี้ยังเป็นการบริหารทรัพยากรผู้เล่นของ มิโลวาน ราเยวัช กับทัวร์นาม้นต์ระยะยาวแบบนี้ด้วย

อย่างไรก็ตาม ข้อบกพร่องและจุดที่ต้องปรับปรุงของ ทีมชาติไทย ก็ใช่ว่าจะไม่มีเลย การรับมือกับลูกกลางอากาศ รวมไปถึงความเข้าใจในการยืนตำแหน่ง และการครองบอล โดยเฉพาะการออกไปเล่นเป็นทีมเยือนยังคงต้องปรับปรุงกันต่อไป

ส่วนเกมนัดสุดท้ายของ รอบแบ่งกลุ่ม เชื่อว่า ราเยวัช ก็น่าจะรู้ตัวเองว่าจะต้องทำอย่างไรกับการลงเล่นต่อหน้าแฟนบอลของตัวเอง ณ ราชมังคลากีฬาสถาน เพื่อให้ ทีมชาติไทย ผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศในฐานะแชมป์กลุ่ม เพียงแต่วิธีการ และสไตล์การเล่นอาจยังไม่เป็นที่คุ้นตาของแฟนบอลชาวไทยเท่านั้น

ซึ่งไม่ว่าทรงบอลหรือสไตล์การเล่นของทัพ ช้างศึก จะออกมาแบบไหน ถูกใจชาวไทยหรือไม่ แต่เป้าหมายใหม่ของ มิโล และ ทีมชาติไทย ยังคงเหมือนเดิมนั่นก็คือการป้องกันแชมป์อาเซียนให้ได้สถานเดียวเท่านั้น

Comments