FOX REWIND : ย้อนเวลาชม 5 นัดชิงชนะเอเอฟเอฟในความทรงจำของทัพ ช้างศึก

หลังจากที่ FOX Sports Thailand ย้อนเวลาพาไปชม 5 ฝันร้ายของทัพ ช้างศึก ในรายการเอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ ไปเมื่อสัปดาห์ก่อน หลังจากที่ไปชมคราบน้ำตาของทัพ ช้างศึก จากความผิดหวัง เสียใจกันแล้ว ดังนั้นวันนี้จะพามาพบกับรอยยิ้ม เสียงหัวเราะที่เกิดจากความสุขสมหวังกันบ้าง

 

ทีมชาติไทย ยังคงถูกยกให้เป็น ราชาอาเซียน และยังถูกยกให้เป็นเต็งแชมป์ในรายการนี้ อันเนื่องมาจากพลพรรค นักเตะไทย คือชาติที่ครองแชมป์รายการฟุตบอลระดับอาเซียนมากที่สุดด้วยจำนวน 5 ครั้งนั้น ดังนั้นเราจะย้อนไปพบ 5 เกมในรอบชิงชนะเลิศ ในแต่ละครั้งที่ ทีมชาติไทย มอบความสุขและรอยยิ้มให้กับชาวไทยทั้งประเทศ

 

1.แชมป์อาเซียนครั้งแรกในประวัติศาสตร์

การแข่งขันชิงแชมป์อาเซียนครั้งแรก ประเทศสิงคโปร์รับหน้าที่เป็นเจ้าภาพ ทีมชาติไทย ที่ตอนนั้นอุดมไปด้วยนักเตะมากพรสวรรค์ในเกมรุก ทั้ง เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ,เนติพงษ์ ศรีทองอินทร์, วรวุฒิ ศรีมะฆะ รวมไปถึงจอมทัพอย่าง สุรชัย จตุรภัทรพงศ์ ที่รับบทตัวสร้างสรรค์เกมในแดนกลาง ผ่านเข้ามาชิงชนะเลิศกับ ทีมชาติมาเลเซีย คู่ต่อกรสำคัญ ณ เวลานั้น ซึ่งทั้งคู่เสมอกันมาแล้วในรอบแรก 1-1

โดยเกมรอบชิงชนะเลิศ มีประตูเกิดขึ้นเพียงประตูเดียวเท่านั้น โดยเป็นการสร้างชื่อของ ซิโก้ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ที่กระหน่ำประตูจากนอกกรอบเขตโทษตั้งแต่นาทีที่ 9 ของเกม ซึ่งประตูของกองหน้าชาวขอนแก่น กลายเป็นประตูชัยที่ทำให้ ทีมชาติไทย คว้าแชมป์ ไทเกอร์ คัพ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ด้วย

 

 

2.แจ้งเกิด โย่ง วรวุธ ศรีมะฆะ

ศึก ไทเกอร์ คัพ ปี 2000 ตามชื่อผู้สนับสนุนในตอนนั้น โดยปีนั้นประเทศไทยรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน ซึ่งรอบชิงชนะเลิศ ทีมชาติไทย เข้าพบกับ ทีมชาติอินโดนีเซีย ณ ราชมังคลากีฬาสถาน ท่ามกลางแฟนบอลที่เข้าชมมาชมเกมราว 2 หมื่นคน โดยเกมนี้ถือเป็นเกมสร้างชื่อของ วรวุธ ศรีมะฆะ กองหน้าร่างยักษ์ของไทยอย่างแท้จริง เมื่อเจ้าตัวโชว์การยิงแฮตทริกใส่ อินโดนีเซีย พาพลพรรค ช้างศึก ถล่มเอาชนะ ทีมชาติอินโดนีเซีย 4-1 พร้อมกับคว้าตำแหน่งดาวซัลโว ฉลองแชมป์ต่อหน้าแฟนบอลชาวไทย

 

 

3.ปาเนนก้า ของ ดุสิต เฉลิมแสน และท่าดีใจในวันั้น 

ศึก ไทเกอร์ คัพ ปี 2002 ที่ประเทศอินโดนีเซีย ถือเป็นอีกครั้งที่ว่ากันว่า ทีมชาติไทย คือชุดที่ดีที่สุด ณ เวลานั้น ภายใต้การคุมทีมของ ปีเตอร์ วิธ โดยพวกเขาผ่านเข้าไปชิงชนะเลิศกับเจ้าภาพ ทีมชาติอินโดนีเซีย ท่ามกลางแฟนบอลเรือนแสนคน ณ เกลอร่า บัง การ์โน่ หรือที่รู้จักกันในนาม เสนายัน สเตเดี้ยม โดยเกมนี้ในครึ่งแรก ช้างศึก ก็สยบเสียงเชียร์อันบ้าคลั่งของแฟนบอลเจ้าถิ่น ได้ 2 ประตูออกนำไปก่อนจาก ชูเกียรติ หนูสลุง และ เทิดศักดิ์ ใจมั่น นาทีที่ 26 และ 38

แต่กลับมาเล่นในครึ่งหลัง อินโดนีเซีย กลับมาด้วยความฮึกเหิมและสามารถยิงตีเสมอได้ตั้งแต่นาทีแรกของครึ่งหลัง จาก ยาริส ริยาดี้ และ เกนดุท คริสเตียวาน ในนาทีที่ 79 จบเกมเสมอกัน 2-2 ซึ่งในช่วงต่อเวลาพิเศษก็ยังทำอะไรกันไม่ได้ จึงต้องหาแชมป์ด้วยการดวลจุดโทษ โดยคนแรกของ ทีมชาติไทย ทำเอาชาวไทยต้องใจหายใจคว่ำเมื่อ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ประเดิมด้วยการยิงข้ามคาน แต่ที่เหลือยิงเข้าทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น ศักดา เจิมดี ,เทิดศักดิ์ ใจมั่น ,มานิตย์ น้อยเวช และลูกปิดท้ายแบบ ปาเนนก้า ของ ดุสิต เฉลิมแสน พร้อมท่าดีใจสุดยียวนเรียกรอยยิ้มจากชาวไทยในเกมรอบชิงชนะเลิศในเวอร์ชั่นมาราธอนในวันนั้น

 

 

4. เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ ในความทรงจำของแฟนบอลชาวไทย 

คงไม่มีเกมรอบชิงชนะเลิศในระดับอาเซียนเกมไหน ถูกพูดถึงและเป็นที่จดจำเท่ากับศึก เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ ในปี 2014 อีกแล้ว โดยครั้งนั้นเกมรอบชิงชนะเลิศหันมาใช้ระบบเหย้าเยือน ซึ่งพลพรรค ช้างศึก ภายใต้การคุมทีมของโค้ชขวัญใจมหาชนอย่าง เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ผ่านเข้ามาชิงชนะเลิศกับ ทีมชาติมาเลเซีย โดยเกมแรกเล่นกันที่ ราชมังคลากีฬาสถาน และก็เหมือนทุกอย่างจะเข้าทาง ทีมชาติไทย เมื่อพวกเขาเอาชนะไปได้ก่อน 2-0

 

เกมที่ 2 ต้องมาเล่นกันที่ บูกิต จาลิล ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ซึ่งเกมเริ่มไปเพียง 7 นาที ผู้ตัดสิน อาลีเรซ่า ซากานี่ ชาวอิหร่านก็ออกอาการนกหวีดหวาน มอบจุดโทษให้กับเจ้าถิ่นและเป็น ซาฟิค ราฮิม ที่สังหารเข้าไปจุดประกายความหวังให้กับทัพ เสือเหลือง และในช่วงท้ายครึ่งแรก มาเลเซีย ก็มาได้ประตูที่ต้องการ จากลูกโหม่ง อินดรา ปูตรา สกอร์รวมมาเสมอกันที่ 2-2

 

เข้าสู่ครึ่งหลังสถานการณ์ของ ทีมชาติไทย ต้องมาย่ำแย่ลงไปอีกเมื่อถูก ซาฟิค ราฮิม ซัดฟรีคิกพาทีมนำห่าง 3-0 และสกอร์รวมนำเป็น 3-2 อย่างไรก็ตามปาฏิหาริย์ก็มาเกิดกับ ทีมชาติไทย เมื่อ สารัช อยู่เย็น ยิงฟรีคิกนอกกรอบเขตโทษ ผู้รักษาประตูมาเลเซีย ปัดมาเข้าทาง ชาริล ชัปปุยส์ ยิงเข้าไปเป็นประตูสำคัญที่เอาคนไทยเฮลั่นกันทั้งประเทศ นอกจากนี้ยังมีประตูปิดท้ายจาก ชนาธิป สรงกระสินธ์ พาทีมชาติไทยคว้าแชมป์อาเซียนครั้งแรกในรอบ 12 ปีได้สำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ ด้วยสกอร์รวม 4-3

 

 

 

5.การป้องกันแชมป์ครั้งล่าสุดของทัพ ช้างศึก

การแข่งขันครั้งล่าสุดของ ทีมชาติไทย ในรายการ เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ และยังเป็นครั้งล่าสุดที่ ช้างศึก ยังคงป้องกันแชมป์เอาไว้ได้ โดยรอบชิงชนะเลิศพวกเขาต้องพบกับ ทีมชาติอินโดนีเซีย ซึ่งเกมแรกเป็นการแข่งขัน ปากันซารี่ สเตเดี้ยม ประเทศอินโดนีเซีย ท่ามกลางผู้ชมเต็มความจุ 30,000 ที่นั่ง

โดยเกมในครึ่งแรก กลายเป็น ทีมชาติไทย ที่่ออกนำไปก่อนจากลูกโหม่งสุดสวยของ ธีรศิลป์ แดงดา ก่อนที่ครึ่งหลัง อินโดนีเซีย จะมาได้ประตูตีเสมอจากจังหวะโชคช่วยที่ ริสกี้ โพร่า ยิงแฉลบแนวรับของไทย ก่อนจะมาได้ประตูชัยในนาทีที่ 70 จากการโหม่งของ ยาม่า ฮันซามู ทำให้ อินโดนีเซีย เอาชนะไปก่อนในเกมแรก 2-1

 

 

เกมนัดที่สองกลับมาเล่นกันใน ราชมังคลากีฬาสถาน ซึ่งพลพรรค ช้างศึก ก็ไม่ทำให้แฟนบอลชาวไทยต้องผิดหวัง เมื่อเป็นฝ่ายปูพรมเปิดเกมรุกใส่ อินโดนีเซีย และก็เป็นวันแจ้งเกิดของ ปีโป้ สิโรจน์ ฉัตรทอง เมื่อจัดการยิงคนเดียวสองประตูพา ทีมชาติไทย ป้องกันแชมป์ เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ ได้สำเร็จด้วยการเอาชนะ อินโดนีเซีย 2-0 และเอาชนะไปด้วยสกอร์รวม 3-2

Comments