ชัยชนะที่ใช้ “ใจ” มากกว่าแท็คติกของ ทีมชาติไทย

จบลงไปแล้วสำหรับภารกิจนัดที่ 2 ของขุนพลทีมชาติไทยที่สร้างเซอร์ไพร์ส ด้วยการพลิกโค่น ทีมชาติบาห์เรน 1-0 พร้อมกับเพิ่มโอกาสในการผ่านเข้ารอบ น็อกเอ๊าต์ต่อไป โดยจะต้องมาวัดกันจนถึงนัดสุดท้ายที่พลพรรค ช้างศึก จะต้องเจอกับกระดูกชิ้นโตอย่างเจ้าภาพ สหรัฐอาหรับ เอมิเรตส์ โดยชัยชนะนัดล่าสุดของพลพรรค ช้างศึก ที่มีต่อ ทีมชาติบาห์เรน ภายใต้กุนซือขัดตาทัพอย่าง ศิริศักดิ์ ยอดญาติไทย โดยเกมนี้ โค้ชโต่ย ปรับระบบการเล่นของ ทีมชาติไทย ด้วยการใช้ระบบ 3-4-1-2 และดัน ธีราทร บุญมาทัน และ ทริสตอง โด ขยับขึ้นไปเล่นในบทบาทวิงแบ็ค ซึ่งถือเป็นการมอบอิสระในการเติมรุกของทั้งคู่ด้วย

 

นอกจากนี้ เดิมทีที่ ทีมชาติไทย มักจะใช้ระบบกองหน้าตัวเป้าเพียงรายเดียว แต่สำหรับเกมนี้ โค้ชโต่ย วางหมากด้วยการใช้ ธีรศิลป์ แดงดา จับคู่กับ อดิศักดิ์ ไกรษร ในการสลับกันชนกับกองหลังของ บาห์เรน ส่วนเรื่องของรีแอคชั่นหรือปฏิกิริยา ของผู้เล่น ช้างศึก ที่แสดงออกมา ต้องยอมรับว่าเหมือนเป็นคนละทีมกับเกมแรกที่แพ้ อินเดีย 1-4 เพราะในเกมกับ บาห์เรน

 

 

ขุนพลนักเตะ ทีมชาติไทย แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าพวกเขาแพ้ไม่ได้ และพร้อมที่จะทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้คู่แข่งได้ง้างเท้ายิงประตู ซึ่งวิธีการและรูปแบบการเล่นอาจไม่ได้สวยหรู แต่หากมองไปที่ ใจ ต้องยอมรับว่า ชัยชนะเกมนี้เกิดจาก ใจ ของผู้เล่นทีมชาติไทยทุกคนที่วิ่งสู้ตายถวายหัวกันทุกคน

 

 

ลงลึกมาที่เรื่องของรูปเกมและสถิติที่เกิดในเกมนี้ โดยจากการเปิดเผยสถิติของ เอเอฟซี ในเกมดังกล่าวจะเห็นได้ว่า ทีมชาติไทย ใช้ความเป็นรองให้เกิดประโยชน์ เพราะเป็นฝ่ายที่เปิดโอกาสให้ บาห์เรน ได้เปิดเกมรุกเข้าใส่ แต่กลับไม่ใช่เรื่องง่ายของทัพ เดอะ เร้ด เพราะ ทีมชาติไทย เวอร์ชั่น โค้ชโต่ย กลับมีแรงฮึด วิ่ง สู้ ฟัด เข้าปะทะทุกจังหวะ จะโดนใบเหลืองก็โดนไป แต่อย่างเดียวคือการไม่เสียประตู ซึ่งพวกเขาก็ทำได้อย่างน่ายกย่อง

 

 

สำหรับจุดเด่นของพลพรรค ช้างศึก นอกจากหัวจิตหัวใจที่ใหญ่คับฟ้าแล้ว ความกล้าของ โค้ชโต่ย และ โค้ชโชค ยังถือเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนที่สำคัญในการพา ทีมชาติไทย ฟื้นจากความตายด้วย โดยชัยชนะเกมล่าสุด เราได้เห็นตัวตนของ ธีราทร บุญมาทัน และ ทริสตอง โด ที่เติมเกมบุกอย่างเมามัน และยังลงมาช่วยเกมรับ อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง เรียกได้ว่าเป็นภาพคุ้นตาที่ทั้ง 2 สร้างคาแรกเตอร์เอาไว้ก่อนจะมาติดทีมชาติไทยด้วยซ้ำ

 

โดยแม้ว่าโอกาสผ่านเข้ารอบน็อกเอ๊าต์ของ ทีมชาติไทย จะยังคงเปิดกว้าง แต่หากมองไปที่ข้อบกพร่อง ก็ต้องยอมรับว่ายังมีให้เห็นพอสมควรเหมือนกัน โดยเฉพาะการยืนตำแหน่งในแนวรับ การสกัดบอลให้พ้นจากพื้นที่อันตรายก็ยังทำได้ไม่ดีนัก เพียงแต่ว่า บาห์เรน อาจเน้นฟุตบอลไดเร็คด้วยการโยนยาวมากเกินไป จึงทำให้เข้าทาง ทีมไทย เพราะหากคู่แข่งมาเน้นการเคลื่อนที่และเจาะตามช่องอาจเป็นสร้างปัญหาให้กับทัพ ช้างศึก ได้มากกว่านี้

 

และหากว่ากันด้วยเรื่องของแท็คติกของ โค้ชโต่ย ในเกมล่าสุด จริง ๆ แล้วก็ไม่ได้มีอะไรซับซ้อน หากเพียงแต่ว่า

 

 

โค้ชขัดตาทัพรายนี้ สามารถเรียกแรงศรัทธาของทัพ ช้างศึก กลับมาได้ ส่วนระบบการเล่นที่เปลี่ยนไป จริงๆแล้วมันเกิดจากสถานการณ์ที่ ไม่มีอะไรจะเสีย ของ ทีมชาติไทย ที่หากเปลี่ยนแล้วมันเวิร์คก็ดีไป แต่ถ้ามันไม่เวิร์คก็เสมอตัว เพราะก่อนเกมเชื่อว่าแฟนบอลหลาย ๆ คน คงมองว่าเป็นเรื่องยากที่ ทีมชาติไทย จะเอาชนะ ทีมชาติบาห์เรน 

 

โดยจากสถิติที่เกิดขึ้นในเกมดังกล่าว มันสะท้อนให้เห็นถึงความอดทนอดกลั้นของ ทีมชาติไทย ที่แม้จะครองบอลน้อยกว่าด้วยจำนวน 41.8 ต่อ 58.2 เปอร์เซนต์ แต่มองไปที่ค่าเฉลี่ยการเข้าทำต้องบอกว่าพลพรรค ช้างศึก จบสกอร์ได้อย่างคมกริบ จากโอกาสเพียง 8 ครั้งที่มีในเกมนี้ โดยเป็นการยิงตรงกรอบ 3 ครั้งแต่ได้มา 1 ประตู ซึ่งต่างจาก บาห์เรน ที่ครองบอลและมีโอกาสจบสกอร์มากกว่าด้วยจำนวน 15 ครั้ง แต่กลับยิงเข้ากรอบแค่ 3 ครั้ง แถมไม่เป็นประตูด้วย นอกจากนี้ ยังมีสถิติการเข้าสกัดที่ ทีมชาติไทย ทำได้ถึง 14 ครั้งในเกมดังกล่าว เรียกได้ว่า

 

 

หากมีโอกาสแย่งบอลมาครอบครองเมื่อไหร่ แข้งไทยก็พร้อมที่จะวิ่งเข้าใส่เพื่อแย่งบอลกลับมาครองให้ได้ทุกครั้ง ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าชื่นชม

 

 

โดยนอกจากจำนวนการเข้าสกัดบอลแล้ว เปอร์เซนต์การเข้าสกัดและสามาถแย่งบอลได้ ทัพ ช้างศึก ทำได้ดีอย่างผิดหูผิดตาเมื่อมีเปอร์เซนต์การเข้าสกัดสำเร็จถึง 85.7 เปอร์เซ็นต์ และยังเคลียร์บอลจากจังหวะอันตรายได้ถึง 32 ครั้งในเกมล่าสุด สำหรับชัยชนะในเกมนี้ นอกจากจะส่งผลต่อโอกาสการผ่านเข้ารอบของ ทีมชาติไทย แล้วยังส่งผลต่อขวัญกำลังใจของทีม ก่อนเกมนัดสุดท้ายที่จะต้องทำศึก ชี้ชะตาการผ่านเข้ารอบกับ สหรัฐอาหรับ เอมิเรตส์ ด้วย ซึ่งถึงตอนนี้เชื่อเหลือเกินว่า ขุนพล ช้างศึก ไม่มีคำว่าเกรงกลัวศักดิ์ศรีความเป็นเจ้าภาพของ ยูเออี อย่างแน่นอน ซึ่งเงื่อนไขการผ่านเข้ารอบของ ทีมชาติไทย ก็ถือว่ามีโอกาสค่อนข้างมาก

 

โดยเงื่อนไขการผ่านเข้ารอบน๊อกเอ๊าต์ของ ทีมชาติไทย ก่อนลงเล่นกับ ยูเออี มีอยู่ว่า หากทัพ ช้างศึก สามารถเอาชนะเจ้าภาพได้ จะทำให้มีเพิ่มเป็น 6 คะแนน การันตีการผ่านเข้าสู่รอบต่อไปทันที ในฐานะอันดับ 1 หรือ 2 ของกลุ่ม แต่หากยันเสมอได้ จะทำให้มีเพิ่มเป็น 4 คะแนน ซึ่งถ้าต้องการจบเป็น ‘รองแชมป์กลุ่ม’ ต้องลุ้นให้ บาห์เรน ชนะ อินเดีย เท่านั้น เพราะแม้ว่า บาห์เรน จะมีเพิ่มเป็น 4 คะแนนเท่ากัน แต่ ทีมชาติไทย ยังมี ‘เฮดทูเฮด’ ที่ดีกว่า และ กลับกันในกรณีที่ อินเดีย ไม่แพ้ บาห์เรน จะทำให้ ‘ช้างศึก’ หล่นมาจบอันดับ 3 ของตารางทันที ต้องไปลุ้นเข้ารอบ ในฐานะ อันดับ 3 ดีที่สุด 4 ทีมจาก 6 กลุ่ม

 

แต่หาก ทีมชาติไทย แพ้ในเกมสุดท้ายต่อ ยูเออี จะทำให้มี 3 คะแนนเท่าเดิม ดังนั้น ต้องลุ้นให้ บาห์เรน ไม่ชนะ อินเดีย เท่านั้น จึงจะจบอันดับ 3 ของตาราง และ ต้องไปลุ้นเข้ารอบ ในฐานะ อันดับ 3 ดีที่สุด 4 ทีมจาก 6 กลุ่ม ซึ่งจะเห็นได้ว่าทัพ ช้างศึก ยังคงมีโอกาสผ่านเข้าสู่รอบต่อไป แม้ว่านัดสุดท้ายจะเป็นงานที่หนักกว่า 2 เกมแรกก็ตาม โดยก่อนเกมนัดต่อไป นอกจากจะเป็นเกมนัดชี้ชะตาของทัพ ช้างศึก แล้ว เรายังได้การปรับทัพแก้เกมของกุนซือขัดตาทัพอย่าง โค้ชโต่ย ด้วย เพราะเกมนัดต่อไป ทีมชาติไทย จะไม่สามารถใช้งาน พรรษา เหมวิบูลย์ ปราการหลังตัวหลักจาก บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ได้เนื่องจากสะสมใบเหลืองครบ 2 ใบจึงทำให้หมดสิทธิ์ลงสนามในเกมนัดสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่ม

 

 

ดังนั้น ขึ้นอยู่กับว่า โค้ชโต่ย และ ผู้ช่วยอย่าง โชคทวี จะแก้ไขสถานการณ์ดังกล่าวอย่างไร เพราะในเกมล่าสุด สุพรรณ ทองสงค์ รวมไปถึง อดิศร พรหมรักษ์ สองกองหลังที่เพิ่งจะลงประเดิมสนามใน เอเชียน คัพ เป็นเกมแรกทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม แถมยังมีผู้เล่นในตำแหน่งแผงหลังอย่าง มิก้า ชูนวลศรี รอโอกาสอยู่ ข้างสนามด้วย ซึ่งแม้ว่า ทีมชาติไทย จะมีการเปลี่ยนระบบการเล่นในเกมกับ บาห์เรน แต่หากมองไปยังระบบทีมเวิร์ค พวกเขาทำสอดประสานกันได้อย่างลงตัว โดยเฉพาะ 3 ผู้เล่นที่มาจากศึก เจลีก ที่โชว์เซนต์บอล และครองจังหวะเกมได้ดี นอกจากนี้ยังพกประสบการณ์การค้าแข้งในลีกดีที่สุดในเอเชียกลับมาช่วยชาติได้ด้วย

 

ดังนั้น การปลด มิโลวาน เรยาวัช ออกจากตำแหน่ง และการปรับเปลี่ยนระบบการเล่นแบบกลางคัน หากมองแบบเข้าข้างตัวเอง หรือมองแบบโลกสวย ก็เป็นเรื่องดีเหมือนกันก่อนที่จะพบกับ สหรัฐอาหรับ เอมิเรตส์ เพราะลูกทีมของ อัลแบร์โต้ ซัคเคโรนี่ อาจเปิดตำรารับมือทัพ ช้างศึก ไม่ถูกเพราะแทบไม่มีข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับระบบการเล่นรูปแบบใหม่ของทัพนักเตะ ทีมชาติไทย มาก่อน

 

ซึ่งเกมนัดสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่ม แฟนบอลชาวไทยก็จะต้องมาเอาใจช่วย กันต่อว่า ฟุตบอลใช้ใจเล่นของโค้ชโต่ย จะสามารถต่อกรกับทีมของกุนซือระดับโลกอย่าง อัลแบร์โต้ ซัคเคโรนี่ ได้หรือไม่

 

 

โดยหาก ทีมชาติไทย สามารถผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายได้สำเร็จ การปลด มิโลวาน เรยาวัช ออกจากตำแหน่งกลางคัน ก็น่าจะถือเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้พลพรรค ช้างศึก กลับมาสร้างปาฏิหาริย์ได้สำเร็จเช่นกัน

 

Comments