THE FINAL STRAW : ค่ำคืนสุดท้ายของ “ราเยวัช” กับบทบาทแม่ทัพช้างศึก

ประเดิมสนามกันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับขุนพลนักเตะ ทีมชาติไทย ในรายการ เอเชียน คัพ 2019 ซึ่งหลังจากจบการแข่งขันด้วยสกอร์ที่ เหลือเชื่อ ของแฟนบอลชาวไทย เมื่อพลพรรค ช้างศึก พ่ายแพ้แบบหมดรูปให้กับ ทีมชาติอินเดีย 1-4 ก็มีกระแสออกมาต่างๆนานาเรียกร้องให้ พล.ต.อ สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศ สั่งปลด มิโลวาน เรยาวัช รายนี้ออกจากตำแหน่งเพื่อรับผิดชอบกับผลงานอันน่าผิดหวังที่เกิดขึ้นในเกมดังกล่าว

 

 

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าก่อนหน้านี้ไม่นาน ประมุขลูกหนังไทย จะเปิดโอกาสให้กุนซือชาวเซอร์เบียรายนี้แก้ตัวด้วยการพาทีมชาติไทยผ่านเข้าสู่รอบน็อกเอ๊าต์รายการระดับทวีปเอเชียให้ได้ แต่หลังจากความพ่ายแพ้ต่อทัพ บลู ไทเกอร์ ไม่ถึง 6 ชั่วโมง ประมุขลูกหนังไทยอย่าง บิ๊กอ็อด ก็ออกแถลงการณ์ยกเลิกสัญญากับนายใหญ่เลือดเซิร์บรายนี้ทันที พร้อมประกาศแต่งตั้ง โค้ชโต่ย ศิริศักดิ์ ยอดญาติไทย เข้ามารับหน้าที่กุนซือชั่วคราว และให้ โค้ชโชค โชคทวี พรหมรัตน์ รับหน้าที่ผู้ช่วยผู้ฝึกสอน ไปจนจบทัวร์นาเม้นต์

 

สำหรับการปลด ราเยวัช ออกจากตำแหน่งอย่างฉับพลันในครั้งนี้ สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ได้ให้เหตุผลว่า

 

 

แนวทางและรูปแบบการทำทีมของกุนซือรายนี้ ไม่สอดคล้องและไม่ตรงกับความต้องการของ สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย

 

 

ซึ่งก็มาจากผลงานอันน่าผิดหวังในรายการสำคัญอย่าง เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2018 ที่ ทีมชาติไทย ทำดีที่สุดแค่รอบรองชนะเลิศเท่านั้น รวมไปถึงในรายการ เอเชียน คัพ ที่พ่ายแพ้ยับเยินตั้งแต่เกมแรกถึง 1-4

 

เท่ากับว่า มิโลวาน ราเยวัช ยุติบทบาทหัวหน้าผู้ฝึกสอน ทีมชาติไทย ไว้ที่ 1 ปีกับอีก 7 เดือนเท่านั้น โดยภายในระยะเวลาดังกล่าว มิโล เข้ามาเปลี่ยนแนวคิดและรูปแบบการเล่นให้กับ ทีมชาติไทย รวมไปถึงการลองผิดลองถูกอยู่พักใหญ่ และปรับเปลี่ยน จิตวิญญาณ ของทัพ ช้างศึก ให้กลายเป็นฟุตบอลหวังผลการแข่งขันมากขึ้น ด้วยการเน้นการตั้งรับอย่างเหนียวแน่นเป็นหลัก อย่างไรก็ตามเวลาผ่านไป

 

การเปลี่ยนแปลงทุกอย่างเกิดที่ขึ้น ดูเหมือนว่ามันจะ ไม่เวิร์ค เนื่องจากด้วยองค์ประกอบผู้เล่นและขีดความสามารถนักเตะมันไม่เอื้อต่อระบบการทำทีมของนายใหญ่ชาวเซอร์เบีย

 

แม้ว่าผลงานของ ทีมชาติไทย ในขวบปีแรก ภายใต้การคุมทีมของ ราเยวัช จะยังไม่เปรี้ยงปร้างมากนัก แต่แน่นอนว่าโค้ชทุกคนต้องการเวลาในการปรับจูนทีมและแนวทางการเล่น ดังนั้น สมาคมฯ ก็พร้อมที่จะให้โอกาสกุนซือรายนี้ทำงานต่ออย่างสบายใจและไร้ความกดดันด้วยการต่อสัญญาไปจนถึงปี 2020 โดยใช้ทัวร์นาเม้นต์ เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ และ เอเชียน คัพ เป็นตัวประเมินผลงานของกุนซือรายนี้ ซึ่งทุกอย่างก็อย่างที่เห็นเมื่อ มิโลวาน ราเยวัช สอบตกตั้งแต่ยังไม่ทันตรวจข้อสอบด้วยซ้ำ

 

โดยก่อนทัวร์นาเม้นต์สำคัญ 2 รายการจะเริ่มต้นขึ้น แม้ว่า ทีมชาติไทย จะทำผลงานได้ดีในเกมอุ่นเครื่องด้วยการบุกเอาชนะ ทีมชาติฮ่องกง 1-0 และเปิดบ้านเอาชนะ ตรินิแดด แอนด์ โตเบโก้ ด้วยสกอร์เดียวกันในเดือนตุลาคม ส่งผลให้กระแสวิพากษ์วิจารณ์ซาลงไปบ้าง แต่ก็อย่าลืมว่า 2 เกมดังกล่าวมันก็เป็นเพียงเกมอุ่นเครื่องเท่านั้น

 

ในขณะที่เรื่องของผลงานในรายการ ชิงแชมป์อาเซียน สิ่งที่เห็นได้ชัดและเริ่มรู้สึกได้ก็คือ แอคชั่นและปฏิกิริยาของกุนซือรายนี้ ที่เริ่มออกอาการจับต้นชนปลายไม่ถูก และยังสับสนกับแนวทางการเล่นที่ขัดแย้งกับผู้เล่นที่มีอยู่ ส่วนในเรื่องของจิตวิทยาและบรรยากาศทั้งในสนามซ้อมและห้องแต่งตัว ก็ต้องยอมรับว่ามีกระแสข่าวออกมาว่าบรรดานักเตะเริ่มไม่แฮปปี้กับแนวทางของกุนซือรายนี้

ส่วนเรื่องของการสื่อสารแน่นอนว่าหลายคนอาจมองเห็นปัญหาดังกล่าวตั้งแต่แรก เนื่องจากนายใหญ่รายนี้สื่อสารภาษาอังกฤษได้ไม่ดีนัก จึงจำเป็นต้องมีล่ามส่วนตัวมารับหน้าสื่อสารกับบรรดาทีมงานสต๊าฟฟ์โค้ชของไทย ดังนั้น

 

 

กำแพงเรื่องการสื่อสารจึงถือเป็นปัญหาที่เกิดขึ้น บางครั้งถ้อยคำและคำพูดมันสามารถสื่อสารผ่านล่ามออกไปได้ แต่การถ่ายทอดอารมณ์และความรู้สึก ล่าม อาจทำได้ไม่ดีเท่ากับการ บอกกล่าว ด้วยตัวเอง

 

ประกอบกับ รีแอคชั่น หรือ ปฏิกิริยาข้างสนามของ ราเยวัช ที่มักจะยืนคิ้วขมวดอยู่หน้าม้านั่งสำรอง เวลาสั่งการก็ต้องไปกระซิบกับล่าม เพื่อสื่อสารต่อไปยัง สต๊าฟฟ์ชาวไทย เพื่อถ่ายทอดออกไปยังผู้เล่นในสนาม นอกจากนี้การกระตุ้นลูกทีมโดยตรงยังเป็นเรื่องที่ยากลำบากที่ ราเยวัช จะถ่ายทอดอารมณ์เหล่านั้นให้กับลูกทีม ซึ่งบางครั้งหากผู้เล่นในสนามหันมามองการสั่งการของ ราเยวัช ก็อาจไม่เข้าใจความต้องการของกุนซือรายนี้ อย่าว่าแต่นักฟุตบอลเลย หากแฟนบอล ได้เห็นปุฏิกิริยาของ ราเยวัช ยังเป็นเรื่องยากที่จะคาดเดาอารมณ์ของนายใหญ่รายนี้

 

ในแง่ของ แท็คติก ราเยวัช อาจมีแนวคิดที่ว่า “หากคุณไม่เสียประตู คุณย่อมไม่มีทางแพ้คู่แข่ง” ถ้าหากปรัชญาดังกล่าวมันไม่เพียงพอต่อความต้องการของแฟนบอล รวมไปถึงผู้บริหารสมาคมกีฬาฟุตบอล แน่นอนว่าการเน้นเกมรับเหนียวแน่น ย่อมเป็นเรื่องดีของทัพ ช้างศึก ที่ก่อนหน้านี้ มักเสียประตูง่ายๆให้เห็นอยู่บ่อยๆ ดังนั้นเกมรับยังเป็นสิ่งที่สำคัญกับฟุตบอลทีมชาติไทย มากที่สุดเป็นลำดับต้นๆ แต่หากว่ากีฬาฟุตบอลเป็นการประเมินผลงานจาก “ผลการแข่งขัน” ที่เกิดขึ้น ดังนั้นแนวทางของ ราเยวัช จึงเริ่มประสบปัญหาก่อตัวขึ้นทีละนิด เพียงแต่ผลงานในเกมอุ่นเครื่องยังช่วยให้กุนซือรายนี้เอาตัวรอดได้ต่อไป

 

 

หากมองอีกแง่หากฟุตบอล สไตล์น่าเบื่อ ของ ราเยวัช มันดลบันดาลชัยชนะให้กับทัพ ช้างศึก อย่างต่อเนื่อง เหตุผลการเล่นเกมรับมันก็อาจมีน้ำหนักพอที่จะสร้างความแข็งแรงให้กับเก้าอี้กุนซือของตัวเองเช่นกัน แต่ผลงานที่ออกมามันกลับสวนทางกัน โดยในรายการ เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ ที่แม้ว่า ทีมชาติไทย จะเป็นแชมป์เก่าและเป็นเต็ง 1 ของรายการ และแทบจะเหนือกว่าทุกชาติที่เข้าแข่งขัน แต่สไตล์ฟุตบอลเกมรับของ ราเยวัช ก็ยังคงดำเนินต่อไป

 

 

 

 

จริงอยู่ที่พลพรรค ช้างศึก ร่วงตกรอบรองชนะเลิศ ในเวอร์ชั่นไร้พ่าย แต่นั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่แฟนบอลชาวไทยต้องการ เพราะ การป้องกันแชมป์ คือสิ่งที่ทุกคนต้องการมากที่สุด

 

การตกรอบรอบรองชนะเลิศรายการ เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ จริงๆก็อาจจะพอมองออกว่า ราเยวัช จะไม่ได้ไปต่อกับ ทีมชาติไทย หลังจบทัวร์นาเม้นต์ เอเชียน คัพ แต่สิ่งที่มันทำให้ เรื่องที่คาด เกิดขึ้นเร็วเกินคาด และเกิดขึ้นแบบสายฟ้าแลบก็น่าจะเป็นรูปแบบและทรงฟุตบอลของ ทีมชาติไทย ในเกมกับ ทีมชาติอินเดีย รวมไปถึงความเชื่อมั่นของบรรดาผู้เล่นที่มีต่อกุนซือรายนี้ โดยเฉพาะการจัดตัวและการแก้เกม ที่เป็นที่เคลือบแคลงสงสัยและเป็นเครื่องหมายคำถามของเหล่าบรรดาแฟนบอล ตั้งแต่รายการ เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ

 

และยิ่งอาการหนักขึ้นตั้งแต่เกมแรกในรายการ เอเชียน คัพ โดยเกมกับ อินเดีย ถือเป็นฟางเส้นสุดท้ายก่อนวัยอันควรที่ ราเยวัช รักษาไว้ไม่ได้ โดยหากมองเกมในครึ่งแรก ทีมชาติไทย อาจทำได้ดีกว่าในแง่การครองบอล แต่หากไม่นับจังหวะได้ประตูตีเสมอที่เกิดจากลูกเซ็ตพีท พลพรรค ช้างศึก ก็แทบไม่ได้สร้างความอันตรายให้กับทัพ พยัคฆ์คราม เลยแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำ

 

 

แท็คติกที่วางเอาไว้ในช่วงพักครึ่งยังต้องมาพังทลายลงจากประตูของ สุนิล เซตรี้ ในช่วงต้นครึ่งหลัง

 

หลังจากนั้น ช้างศึก ก็ออกอาการอย่างเห็นได้ชัด แถมการแก้เกมขึ้น ราเยวัช ยังชวนสงสัยด้วยการส่ง สิโรจน์ ฉัตรทอง ลงสนามไปเล่นแทนตัวความหวังอย่าง ชนาธิป สรงกระสินธ์

 

 

หาก เจ้าปีโป้ ถูกส่งไปเล่นในตำแหน่งกองหน้าหรือแนวรุก ยังมีเหตุผลพอถึงความต้องการทวงประตูคืน แต่ตำแหน่งการยืนของกองหน้าจาก พีที ประจวบ รายนี้กลับถูกส่งลงมาเล่นในตำแหน่งกองกลางตัวรับ ทั้งที่ยังมี ธนบูรณ์ เกษารัตน์ นั่งรอโอกาสอยู่ในม้านั่งสำรอง แถมรูปเกมก็ย่ำแย่หนักลงกว่าเดิมและไม่มีท่าทีที่จะได้ประตูตีตื้น

 

 

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา พล.ต.อ สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ที่เดินทางไปให้กำลังใจทัพ ช้างศึก ที่ขอบสนาม ดังนั้นแม่ทัพใหญ่จึงมีรีรอด้วยสั่งปลด ขวานช้าง รายเดิมทันที ภายหลังจบเกมไม่กี่ชั่วโมง อย่างไรก็ตามภารกิจของขุนพล ช้างศึก ทั้ง 23 ชีวิตมีได้จบลงแต่อย่างใด เพราะยังเหลือเกมการแข่งขันในรอบแบ่งกลุ่มอยู่ 2 เกม ซึ่งหากพวกเขา สร้างปาฏิหาริย์ ด้วยการผ่านเข้ารอบน็อกเอ๊าต์ได้สำเร็จ ก็จะเป็นการเรียกศรัทธา ของแฟนบอลชาวไทยกลับมาอีกครั้ง และยังได้ลุ้นต่อ ในรอบต่อไป ภายใต้การบัญชาของ ควานช้างชั่วคราวคนใหม่ อย่าง โค้ชโต่ย ศิริศักดิ์ ยอดญาติไทย แม้ว่าจะยากเย็นแสนเข็ญก็ตาม

 

โดย โค้ชโต่ย จะประเดิมคุมช้างศึกลงเล่น ในศึกเอเชียน คัพ 2019 รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่มเอ นัดที่สอง พบกับ ทีมชาติบาห์เรน ในวันที่ 10 มกราคม 2562 สนาม อัล มัคตูม สเตเดียม, นครดูไบ เวลา 18.00 น. ตามเวลาประเทศไทย

ส่วน มิโลวาน ราเยวัช ที่กลายเป็นอดีตกุนซือ ทีมชาติไทย ต้องยุติเวลาในการคุมทัพ ช้างศึก ไว้ที่ 1 ปี 7 เดือน พร้อมสร้างโปรไฟล์ใหม่ในการหางานต่อไป กับผลงานคุมทีมชาติไทย 19 เกม ชนะ 8 เสมอ 4 และ แพ้ 7 พร้อมเกียรติประวัติแชมป์ คิงส์คัพ 1 สมัย

 

โดยที่ผ่านมาโปรไฟล์และประสบการณ์คุมทีมของกุนซือชาวเซอร์เบียรายนี้

 

ต้องยอมรับว่า ราเยวัช เป็นกุนซือมากฝีมือ และมีประสบการณ์อันน่ายกย่อง แต่เหตุผลเดียวสั้นๆแต่ได้ใจความที่ ราเยวัช ไม่ได้ไปต่อจนจบก็คือ “คุณไม่เหมาะกับทีมชาติไทย”  

 

Comments