NAT on FOX : เติมกำลังใจให้ “กิเลน”

ณรินทร์ภัทร บุณยวีรพันธ์

กลบกระแสข่าวและเรื่องราวของ “ศึกแดงเดือด” มิดเลยครับ สำหรับความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ไทยลีกของ “กิเลนผยอง” เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด

ผลการแข่งขันที่สามอ่าว สเตเดี้ยม ดึงความสนใจจากแฟนบอลไทยได้ทั้งประเทศ กับสกอร์ที่ออกมาเหลือเชื่อไม่คาดฝันว่า อดีตแชมป์ไทยลีกเมื่อ 2 ฤดูกาลก่อน จะกล้าแพ้น้องใหม่ขาดลอยถึงเพียงนี้

อันที่จริงทุกคนพอรู้ปัญหาของ เมืองทองฯ อยู่พักใหญ่แล้ว แม้ว่าคุณจะมีโค้ชเก่งเพียงใด แต่การขาดผู้เล่นคนสำคัญที่เป็น “กระดูกสันหลัง” ของทีมถึง 4 คน มันหนักหนาเกินไป

ปฏิเสธไม่ได้จริงๆครับว่าที่ผ่านมา รุ่นใหญ่อย่างกวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ , ธีราทร บุญมาทัน , ชนาธิป สรงกระสินธ์ และ ธีรศิลป์ แดงดา เป็นผู้แบกทีมนี้ไว้

เกิน 6 ปีที่ “เจ้ามุ้ย” รับผิดชอบทุกอย่างหน้ากรอบเขตโทษของฝั่งตรงข้ามให้กับเมืองทองฯ ไหนจะมีตัวเปิดป้อนที่ดีอย่าง “เจ้าอุ้ม” และตัวทะลุทะลวงอย่าง “เจ้าเจ”

และด่านสุดท้ายที่เป็นผู้นำทีมอย่าง “เจ้าตอง”

ทั้งสี่คนสำคัญทั้งหมดในเรื่องของขวัญและกำลังใจครับ เพราะในทีมฟุตบอล นอกจากเก่งแล้ว คุณต้องมีความสามัคคี เป็นหนึ่งเดียว เพื่อเอาชนะในทุกเกมการแข่งขัน

ต่อให้มีชื่อซูเปอร์สตาร์มารวมกันหน้ากระดาษ แต่ถ้ามีปัญหาภายใน ก็มีสิทธิ์แพ้ได้ทุกทีมบนโลก

มีข่าวลือมากมายเกี่ยวกับปัญหาในรั้วเอสซีจี สเตเดี้ยม เพียงแต่ผมไม่ขอพูดถึง แต่หากปัญหาเหล่านั้นมันนำมาซึ่งการโบกมือลาของหัวหน้าผู้ฝึกสอนเพียงถ่ายเดียว ก็ดูไร้ความยุติธรรมไปเสียหน่อย

แต่มันก็เป็นสปิริตของผู้ที่ทำหน้าที่นี้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความเป็นลูกผู้ชาย ของคนที่ชื่อ “ธชตวัน ศรีปาน”

มันไม่น่าแปลกใจที่อดีตกองกลางตัวรุกทีมชาติไทย จะประกาศลาออกจากตำแหน่งหลังแพ้ยับเยิน แต่ก็ไม่แปลกใจ “เช่นกัน” ที่ทั้งบอร์ดบริหารและแฟนบอลส่วนใหญ่ ช่วยกันทัดทานไม่ให้เขาลาออก

“โค้ชแบน” มีคาริสม่า (บุคลิกที่โดดเด่นชัดเจน) ของการเป็นโค้ชสูงมากนะครับ

ด้วยความที่เขาเป็นอดีตนักเตะทีมชาติที่ประสบความสำเร็จ , มีบุคลิกและการวางตัวที่ดี และที่สำคัญ ฝีไม้ลายมือการบริหารทีมก็ดีเข้าขั้นระดับต้นๆของประเทศ

การแก้เกมของโค้ช ผมฟังโดยละเอียดหลังจากที่โค้ชมาให้สัมภาษณ์ในรายการของ FM99 เขามีการวางหมากที่ชัดเจน และมั่นใจในวิธีการแก้เกม จนกระทั่งลูกทีมแซงกลับมาชนะ แบงค็อก ยูไนเต็ดได้ 3-2 ในเกมเปิดสนามไทยลีก

แต่ปัญหาของเมืองทองฯ มันเกิดขึ้นตั้งแต่เกมนั้นครับ พวกเขาเสียประตูง่ายเกินไป , รูปแบบการเล่นไม่ชัดเจนเหมือนเดิม และขาดความกระหายที่จะเอาชนะ

อย่างที่เรียนไปครับ ผมว่ามันเกี่ยวกับว่าพวกเขาขาดเสาหลักของทีมเยอะเกินไปมากกว่า

แต่ถามว่า เสียแล้วเสียเลยไหม ก็ไม่ครับ ยกเว้น กวินทร์ นักเตะทุกคนที่ไปค้าแข้งที่ญี่ปุ่น เป็นสัญญายืมตัวทั้งหมด

เมืองทองฯ อันที่จริงก็เป็นผู้เสียสละนะครับ พวกเขายอมปล่อยหัวใจของทีมออกไปเพื่อให้วงการฟุตบอลไทยได้เจอประสบการณ์ใหม่ในประเทศที่ฟุตบอลพัฒนาแล้ว และเป็นสิ่งที่เราไม่เคยเห็นกันมาก่อน

เพื่อให้คนไทยได้รู้จักฟุตบอลญี่ปุ่นมากขึ้น , ได้ดูฟุตบอลญี่ปุ่น , ได้ใกล้ชิดฟุตบอลญี่ปุ่นมากขึ้น และได้เรียนรู้ว่า ทำอย่างไรจึงจะพัฒนาไปสู้เขาได้

ซึ่งอันที่จริง ในประเทศที่ฟุตบอลพัฒนาแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดนอกจากตัวนักเตะคือ “ระบบ” นักเตะทุกคนต้องเล่นแทนกันได้ ด้วยวิธีการเล่นที่ชัดเจน

ทุกคนต้องมีความเข้าใจในเกมเท่าเทียมกัน

ครับ … ปัญหาอยู่ที่คำว่า “ทุกคนต้องมีความเข้าใจในเกมเท่าเทียมกัน” นี่แหละครับ

เพราะในเมื่อผู้เล่นที่เหลืออยู่ ไม่สามารถเข้าใจเกมเหมือนที่ “มุ้ย-อุ้ม-เจ” ทำได้ … ทุกอย่างมันก็สะท้อนอยู่ที่ผลงานในสนาม ว่ามันไม่เหมือนเดิม

อาจจะด้วยการเสริมทัพที่ “เน้น” น้อยเกินไป และเชื่อว่าผู้เล่นตัวที่เสริมเข้ามา อาจจะแทนสามแข้งที่ไปผจญภัยแดนปลาดิบได้

แต่ จาจ้า แจ็คสัน โคเอลโญ่ ดูจะยังไม่จูนเข้ากับทีม ส่วนเจนรบ สำเภาดี ก็ยังไม่แกร่งกล้าพอที่จะไปเป็นฮีโร่ให้กับทีมได้ทุกนัด

สุดท้ายเมื่อการบริหารจัดการซื้อตัว-ปล่อยตัวล้มเหลว … ผลงานล้มเหลว ทุกอย่างก็ต้องมาลงที่ตำแหน่งเดียวก็คือ “ผู้จัดการทีม (ซึ่งสำหรับวงการฟุตบอลไทยก็คือ หัวหน้าผู้ฝึกสอน)”

และถามว่าด้วยทีมเดิมที่มี … หากเปลี่ยนโค้ชใหม่แล้ว นักเตะจะเล่นดีไปกว่าตอนที่มี “โค้ชแบน” ทำทีมอยู่หรือไม่ … คำตอบก็คือไม่มากไปกว่านี้ครับ โค้ชที่ดี ก็จำเป็นต้องมีนักเตะที่พร้อมสำหรับเขาด้วย

ที่สำคัญ โค้ชเปลี่ยน แท็กติกเปลี่ยน วิธีการซ้อมเปลี่ยน ก็เหมือนเมืองทองฯ ต้องกลับมาเซตระบบกันใหม่อีก กลายเป็นว่าตามหลังทีมอื่นไปอีกหลายก้าว

นั่นน่าจะเป็นเหตุผลที่ทำให้บอร์ดบริหาร “กิเลนผยอง” ทัดทานตั้งแต่แรก ไม่ให้โค้ชแบนออก เพราะทุกคนรู้ดีว่า การเปลี่ยนโค้ชก็คือการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ

แต่ด้วยคำว่าลูกผู้ชาย คำพูดเป็นนายตัวเอง พูดไปแล้วก็ต้องไม่คืนคำครับ นี่คือศักดิ์ศรีของสุภาพบุรุษวงการฟุตบอลไทยคนนี้

แต่ไม่มีใครโทษ “โค้ชแบน” ครับ และจากนี้ผมเชื่อว่าอนาคตบนสายงานกุนซือของเขายังอีกยาวไกล

สำหรับเมืองทอง เอง ก็ไม่มีอะไรนอกจากคำว่า “ต้องเติมกำลังใจให้กัน”

มันก็เป็นธรรมดาของวงการฟุตบอลครับ มีขึ้นก็ต้องมีลง … สำหรับเมืองทองฯ เอง มันก็ต้องหาทางปรับจูนกันให้ลงตัวสักนิด เพราะฤดูกาลก็เพิ่งเริ่มไม่นาน

แม้ช่วงนี้ทีมเล็กจะพาเหรดกันขึ้นมาเกาะหัวตาราง แต่มันก็เป็นธรรมชาติของบอลลีกล่ะครับ สุดท้ายทีมใหญ่เท่านั้นที่จะทนทานอยู่บนยอดเขาได้ ด้วยประสบการณ์

ผมเชื่อว่าไม่ว่าใครก็ตามที่มาควบคุมกิเลนตนนี้ น่าจะมีประสบการณ์มากพอ และนักเตะขาใหญ่ที่ยังเหลืออยู่ในทีม ก็ต้องลุกขึ้นมาช่วยกัน พาทีมผ่านวิกฤตนี้ไปให้ได้

ผมคิดว่าดีเสียอีกที่มันเกิดขึ้นในช่วงต้นฤดูกาล การแก้ไข การกลบจุดด้อยมันจะได้เกิดขึ้นเร็ว

ฟ้าหลังฝนย่อมดีเสมอครับ เป็นกำลังใจให้ชาว “กิเลนผยอง” ทุกท่าน

Comments