ฤดูใหม่ “ช้างโย่ง” : มองผ่านเอเชียนเกมส์ เล็งผลโอลิมปิกส์

Words & Arrangement : FOX Sports Asia

จากการที่ญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกเกมส์ 2020 ทำให้โควต้าเอเชียว่างลง 1 ที่ จึงมีเหตุผลใดที่ไทยจะไม่แอบหวัง เพราะเมื่อคุณตั้งเป้าหมายไว้ที่ดวงจันทร์ แม้จะไปไม่ถึง แต่อย่างน้อยก็ยังได้อยู่ท่ามกลางดวงดาว

ในพันธกิจของสมาคมฟุตบอลญี่ปุ่น ระหว่างปี 2015-2022 ได้ระบุไว้ว่ามหกรรมกีฬา โอลิมปิก เกมส์ 2020 ที่ตนเองเป็นเจ้าภาพ ถือเป็นโอกาสดีในการดำเนินตามแผนพัฒนาพิเศษเพื่อสร้างทีมชาติชุดใหม่ที่มีความแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิม พร้อมทั้งตั้งเป้าคว้าเหรียญทองกับกีฬาประเภทลูกหนัง

จึงทำให้พวกเขาใช้นักเตะที่มีอายุเฉลี่ยเพียง 19 ปีเศษๆ ลงโม่แข้งในศึกชิงแชมป์เอเชียก่อนจะจอดป้ายที่รอบ 8 ทีมสุดท้าย

ในส่วนของทีมชาติไทย…

ขุนพลช้างศึกชุดซีเกมส์คว้าแชมป์ด้วยอายุเฉลี่ย 20 ปี ด้วยขุนพลสายเลือดใหม่ที่เกิดตั้งแต่ปี 1997 ลงมาอย่าง ชินภัทร์ ลีเอาะ, เควิน ดีรมรัมย์, ศฤงคาร พรมสุภะ, วรชิต กนิตศรีบำเพ็ญ, รัตนากร ใหม่คามิ และ นนท์ ม่วงงาม

ก่อนจะถูกเติมด้วย จักรกฤษณ์ เวชภิรมย์, ศิริมงคล จิตบรรจง, สันติภาพ จันทร์หง่อม, อานนท์ อมรเลิศศักดิ์ และ สุภโชค สารชาติ ในศึกชิงแชมป์เอเชีย รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา

และในฤดูกาล 2018 ก็ถือเป็นปีนักเตะดาวรุ่งหลายคน ไม่ว่าจะเป็น เสฏฐวุฒิ วงศ์สาย (21 ปี), อภิสิทธิ์ โสรฎา (21 ปี), มาร์โก บัลลินี (20 ปี), สรรเสริญ ลิ้มวัฒนะ (21 ปี) และ สรวิทย์ พานทอง (21 ปี) ได้โอกาสลงสนามในทีมชุดใหญ่บ่อยครั้งขึ้น รวมถึง ศุภชัย ใจเด็ด (19 ปี) ก็เริ่มได้โอกาสลงสนามจากบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด หลังย้ายมาอยู่แดนอีสานใต้ตั้งแต่ปีก่อน

ขณะที่ เอกนิษฐ์ ปัญญา (18 ปี) และ ศุภณัฏฐ์ เหมือนตา (16 ปี) ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าอาจจะได้เห็นพวกเขาในช่วงปรีโอลิมปิกส์ด้วยเช่นกัน

นั่นทำให้ทีมชาติไทย รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี เปรียบเสมือนรุ่น U21 ไปกลายๆ และนักเตะที่เกิดในปี 1997 พวกนี้นี่เองที่จะก้าวขึ้นมาเป็นกำลังหลักของทีมเมื่ออายุเต็มเกณฑ์ 23 ปี ในอีก 2 ปีข้างหน้า

แม้ว่ารายชื่อข้างต้นที่กล่าวมา อานนท์จะหลุดโผเอเชียนเกมส์ไปก็ตาม

ลืมอัลไพน์คัพไปก่อน

จะเห็นว่าชุดอัลไพน์ คัพ นั้น ได้มีนักเตะชุดเตรียมทีมเอเชียนเกมส์เพียง 5-6 ราย และส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุระหว่าง 20-21 ปีทั้งสิ้น จึงอาจเรียกได้ว่าเป็นทัวร์นาเม้นต์ลองทีมเพื่อทดสอบเหล่าแข้งยังบลัด

ซึ่งจะว่าไป ก็เหมือนกับเป็นการแบกรุ่นไปเจอกับ บาห์เรน U23 และเจ้าภาพเมียนมา ที่ค่อนข้างเต็มสูบกับรายการนี้ทั้ง อ่อง ธู, ซิธู อ่อง หรือแม้กระทั่ง ซอ มิน ตุน กองหลังทีมชาติชุดใหญ่ที่มาในฐานะโควต้าอายุเกิน ยกเว้นเพียงแค่เกาหลีใต้ที่ขนชุด U19 มาฟาดแข้ง

และนั่นทำให้ วรวุธ ศรีมะฆะ เสียสถิติไร้พ่ายในการคุมทีมชาติชุดเล็กอีกด้วย

แต่ “โค้ชโย่ง” คงไม่ได้แคร์กับสถิติดังกล่าวเท่าไหร่ เพราะยังเรียกนักเตะที่เกิดตั้งแต่ปี 1997 ลงมาถึง 16 จาก 29 คนเข้ามาเข้าแคมป์ก่อนตัดตัวลุยแดนอิเหนา ก่อนที่เควินและปรเมศย์จะถอนตัวในภายหลัง

นั่นแสดงให้เห็นว่าเขามองมหกรรมกีฬาเอเชียนเกมส์หนนี้ ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมความพร้อมก่อนคัดโอลิมปิกส์นั่นเอง

ทำไมต้อง “โค้ชโย่ง”

แน่นอนว่าเมื่อเทียบกับคอนเซ็ปต์ Thailand’s Way ฟุตบอลของ “โค้ชโย่ง” ยังห่างไกลจากอุดมคติ แต่อย่างน้อยก็มีผลงานจับต้องได้ในระดับหนึ่ง เพราะนอกจากเหรียญทองซีเกมส์แล้ว เขายังพา “ช้างศึกจูเนียร์” คว้าแชมป์เนชั่นส์ คัพ และดูไบ คัพ

และเมื่อต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่ “แบกรุ่นไปแข่งได้ แต่ห้ามแพ้” หรือแพ้ได้แต่อย่าเยอะ ประกอบกับคู่ต่อสู้ในสายที่มีทั้ง อุซเบกิสถาน, กาตาร์ และบังคลาเทศ ก็ต้องพยายามประคับประคองไปให้ตลอดรอดฝั่ง จนกว่าจะจบทัวร์นาเม้นต์

ซึ่งสไตล์การทำทีมของอดีตศูนย์หน้าทีมชาติไทยก็เหมาะกับสถานการณ์ที่เป็นอยู่ ซึ่งหลังจากนี้อาจจะมีการเติมความหลากหลายให้มากขึ้น หรือส่งไม้ต่อให้กับคนอื่นก็คงต้องว่ากันอีกที

แต่อย่างน้อย การ set up ทีม และสร้างตัวเลือก (pool) ให้มีเพิ่มขึ้นก็ได้เริ่มขึ้นแล้ว ก่อนที่รอบคัดเลือกชิงแชมป์เอเชีย U23 อันเป็นก้าวแรกสู่โอลิมปิกส์ 2020 จะมีขึ้นในเดือนมีนาคมปีหน้า

อาจจะดูเหมือนว่ายังอีกไหล แต่ 7 เดือนที่เหลือสำหรับการเตรียมทีมชาติ ถือว่าไม่นานเลยจริงๆ

Comments