พงษ์ศิริ มิตรสาธิต: หนุ่มกะเหรี่ยงผู้กลายเป็นนักสู้ MMA ระดับโลก

เปิดปูมหลังชีวิตหนุ่มกะเหรี่ยง “พงษ์ศิริ มิตรสาธิต” ก่อนเป็นตัวแทนนักสู้แดนสยามบนสังเวียนระดับโลก

Angela Lee submits Xiong Jing Nan to retain the ONE Championship Atomweight world title at ‘Century’ in Tokyo

ชื่อของ “เปี๊ยก” พงษ์ศิริ มิตรสาธิต หากใครไม่ได้เป็นแฟนกีฬาการต่อสู้อาจไม่รู้จัก หนุ่มกะเหรี่ยงจากอมก๋อยที่ผันตัวจากนักมวยไทยธรรมดา ก้าวสู่เวทีศิลปะการต่อสู้แบบผสมผสาน (MMA) แม้จะยังเดินทางไปไม่ถึงเป้าหมายที่เขาหวังไว้ แต่ก็ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในนักกีฬาตัวแทนของประเทศไทยบนเวทีระดับโลก

นักสู้หนุ่มวัย 23 ปี กำลังจะพบบททดสอบสุดหินอีกครั้ง ด้วยการเผชิญหน้าอีกหนึ่งยอดฝีมือจากแดนซากุระ อดีตแชมป์โลก ONE รุ่นสตรอว์เวต ผู้เคยโค่นบัลลังก์นักสู้ไทยระดับปรมาจารย์ “ครูรงค์” เดชดำรงค์ ส.อำนวยศิริโชค มาแล้ว อย่าง “โยชิตากะ ไนโตะ” ในศึก ONE: MASTERS OF FATE วันศุกร์ที่ 8 พฤศจิกายนนี้ ที่กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ โดยจะมีการถ่ายทอดสดสู่ 140 ประเทศทางแอปพลิเคชัน ONE Super App ตั้งแต่เวลา 17.30 น.เป็นต้นไป

ด้าน พงษ์ศิริ ดูจะเสียเปรียบในเกมนอนสู้อยู่มาก ทั้งประสบการณ์และดีกรี ซึ่งคู่แข่งขันรายนี้เป็นถึงนักบราซิลเลียน ยิวยิตสู สายดำ และขึ้นชื่อเรื่องเกมภาคพื้น มีการปล้ำจับล็อกสุดอันตรายทีเดียว

พงษ์ศิริ เกิดในครอบครัวที่มีฐานะยากจน พ่อแม่ทำไร่ทำนา อดมื้อกินมื้อ ทำให้เขาแทบไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสือเหมือนเด็กทั่วไป แต่ด้วยความรักดี เจ้าเปี๊ยกดิ้นรนทำงานหนักตั้งแต่เด็ก เพื่อแบ่งเบาภาระครอบครัวและทำให้ตนมีโอกาสได้เรียนหนังสือ

ชีวิตทางบ้านที่ว่ายากลำบากแล้ว ในโรงเรียนนั้นยิ่งยากกว่า ด้วยสรีระร่างกายที่เป็นเด็กตัวเล็ก ทำให้เขาตกเป็นเป้าสายตา และถูกรังแกอยู่เป็นประจำ

“ผมตัวเล็กที่สุดในชั้น พวกชอบแกล้งก็จะมารังแกผมบ้าง ผลักผมบ้าง บางครั้งก็ลงไม้ลงมือ ผมโกรธมาก แต่เพราะว่าผมตัวเล็ก ผมเลยทำอะไรไม่ได้มาก เมื่อโดนรังแกบ่อยๆ ผมจึงหันไปฝึกมวยไทย ซึ่งไม่ใช่เพียงแต่ให้วิชาป้องกันตัว แต่ยังเป็นอาชีพที่ทำให้ผมหาเงินช่วยเหลือครอบครัวได้ด้วย”

เจ้าเปี๊ยกไปอาศัยค่ายมวยใกล้บ้านเพื่อฝึกฝนวิชา และใช้เวลาไม่นานเขาก็ได้ขึ้นเวทีแข่งขัน โดยใช้ชื่อนักมวยว่า “พันธุ์โหด ทีมเควสไทยแลนด์” และได้รับค่าเหนื่อย 200 บาทในไฟต์แรก

“ตอนนั้นผมตัวเล็กมาก ผอม และไม่แข็งแรง แต่หลังจากฝึกมวยไทยร่างกายของผมก็เปลี่ยนไป ผมมีกล้ามเนื้อมากขึ้น สุขภาพร่างกายดีขึ้น และทำให้ผมรู้สึกดีกับตัวเอง ผมเห็นนักมวยรุ่นพี่เขาประสบความสำเร็จ และผมก็อยากเป็นแบบนั้นบ้าง”

นอกจากประโยชน์มากมายที่ เจ้าเปี๊ยก ได้สัมผัสจากการฝึกมวยไทย แต่สำคัญที่สุดคือไม่มีใครมารังแกเขาอีกแล้ว

เขาเดินสายสั่งสมประสบการณ์และสร้างกระดูกมวยนับ 90 ไฟต์ โดยคว้ารางวัลแชมป์มวยไทยระดับภาคมาครอง ก่อนจะส่งให้เขาเข้าสู่วงการศิลปะการต่อสู้แบบผสมผสาน (MMA) ในเวลาต่อมา

“ผมเคยโดนโกงและมีประสบการณ์ไม่ดีในวงการมวยไทย ทำให้ผมรู้สึกถอดใจ และมองหาโอกาสอื่นๆ ในชีวิต จนผมได้รู้จักกับกีฬาศิลปะการต่อสู้แบบผสมผสาน ซึ่งเป็นที่ยอมรับมากในต่างประเทศ แต่ยังไม่แพร่หลายในประเทศไทย จึงมีนักกีฬาคนไทยประเภทนี้น้อยมาก ซึ่งเป็นข้อดีตรงที่มันเปิดโอกาสให้ผมได้เติบโตและมีความก้าวหน้ามากกว่า อีกทั้งรายได้ก็ดีกว่าการชกมวยไทยอีกด้วย”

หลังผันตัวมาเป็นนักสู้ MMA เขาสั่งสมสถิติไร้พ่าย 6 ไฟต์ติดต่อกัน จึงได้รับโอกาสให้เข้าร่วมงานกับ “วัน แชมเปียนชิพ” ในฐานะตัวแทนนักกีฬาจากประเทศไทย ภายใต้ฉายา “Smiling Assassin” หรือ “นักฆ่าหน้าเปื้อยยิ้ม”

“ผมยังไม่ได้ทิ้งมวยไทย แต่ผมเอาจุดเด่นในมวยไทยคือการยืนต่อย มาผสมผสานการต่อสู้ใน MMA การแข่งขันที่ผ่านมากับ วัน แชมเปียนชิพ พลิกชีวิตผมให้ดีขึ้นมาก นอกจากสามารถให้เงินพ่อแม่ได้แล้ว ยังเก็บเงินส่งตัวเองเรียน และวางแผนจะสร้างบ้านให้พ่อแม่พี่น้องอยู่ด้วยกันอีกด้วย ผมไม่คิดมาก่อนว่าจากที่ผมไม่มีอะไรเลย ผมจะมาไกลได้ขนาดนี้”

พงษ์ศิริ ขึ้นสังเวียน วัน แชมเปียนชิพ มาแล้ว 7 ครั้ง และผ่านคู่แข่งขันแถวหน้าของรุ่นสตรอว์เวตมาแล้วมากมาย อาทิ โจชัว พาซิโอ (ซึ่งปัจจุบันเป็นแชมป์โลก ONE รุ่นสตรอว์เวต), เจเรมี มิเอโด, สองพี่น้อง เรบิน-โรบิน คาตาลัน และ เมียว หลี เทา เป็นต้น

การเผชิญหน้าคู่ต่อสู้คนที่ 8 อย่าง “โยชิตากะ ไนโตะ” ซึ่งอดีตเป็นเจ้าของเข็มขัดแชมป์โลก ONE จึงถือเป็นงานยากที่สุคครั้งหนึ่งในชีวิตของ เจ้าเปี๊ยก ซึ่งหากเขาก้าวข้ามงานช้างนี้ไปได้ เขาจะกลายเป็นหนึ่งในนักสู้ตัวท็อปทันที และมีโอกาสขึ้นชิงแชมป์โลกอย่างแน่นอน

Comments