13กองหน้าที่ลิเวอร์พูลไม่น่าซื้อมาร่วมทีม

 

Fox Sports Asia ได้ค้นหา 13 กองหน้าที่ลิเวอร์พูลไม่ควรซื้อมาร่วมทีม

ลิเวอร์พูลเป็นสโมสรที่เต็มไปด้วยกองหน้าระดับตำนาน ไม่ว่าจะเป็น ร็อบบี้ ฟาวเลอร์, ไมเคิ่ล โอเว่น, เฟอร์นันโด ตอร์เรส, หลุยส์ ซัวเรซ ฯลฯ แต่ก็มีเหมือนกันที่ลิเวอร์พูลเซ็นสัญญากองหน้าแล้วโชว์ฟอร์มได้อย่างน่าผิดหวัง ซึ่งมีสาเหตุมาจากการบริหารงานที่ผิดพลาด เช่น สมัยรอย ฮอดจ์สัน เป็นต้น

ในปัจจุบัน เจอร์เก้น คล็อปป์ ยืนยันว่า การทำประตูเป็นหน้าที่ของผู้เล่นทุกคน ไม่ใช่หน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง

ตอนนี้ ขอเชิญแฟนบอลลิเวอร์พูลมาร่วมรำลึกความทรงจำเกี่ยวกับกองหน้าผู้โชคร้ายเหล่านี้กัน

1. อังเดร โวโรนิน

กองหน้าชาวยูเครนย้ายมาลิเวอร์พูลแบบไม่มีค่าตัวในปี 2007 หลังจากโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมจากฟุตบอลโลกปี 2006 ที่เยอรมนี เขาเริ่มต้นฤดูกาลอย่างสวยหรูด้วยการยิงประตูใส่ตูลูสในเกมยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก รอบคัดเลือก ถึงแม้ว่าจะเป็นที่โปรดปรานของราฟาเอล เบนิเตซ แต่ผลงาน 6 ประตูจาก 40 นัด ทำให้ถูกปล่อยตัวไปดินาโม มอสโกว์ ในปี 2010

2. มิลาน โยวาโนวิช

กองหน้าชาวเซอร์เบียย้ายมาลิเวอร์พูลแบบไม่มีค่าตัว หลังหมดสัญญากับสตองดาร์ ลีแอช เมื่อปี 2010 แต่ล้มเหลวในการยึดตำแหน่งตัวจริง ทำให้ไม่ได้ลงสนามตั้งแต่ครึ่งฤดูกาลหลัง จากนั้นจึงย้ายไปอันเดอร์เลชท์ในปีถัดมา ทิ้งผลงาน 2 ประตูจาก 18 นัด ให้แฟนบอลไว้ดูเป็นที่ระลึก

3. มิลาน บารอส

กองหน้าเจ้าของสมญานาม “มาราโดน่าแห่งออสตราวา” ย้ายมาลิเวอร์พูลในปี 2002 ด้วยค่าตัว 3.2 ล้านปอนด์ เริ่มต้นฤดูกาลด้วยยิง 2 ประตูใส่โบลตัน วันเดอเรอร์ส แต่กองหน้าดาวซัลโวสูงสุดยูโร 2004 และรองดาวซัลโวทีมชาติสาธารณรัฐเช็คทำได้เพียง 27 ประตูจาก 108 นัด ก่อนย้ายไปแอสตัน วิลล่าในอีก 3 ปีต่อมา ด้วยค่าตัว6.5 ล้านปอนด์

4. ไรอัน บาเบล

ไรอัน บาเบล ย้ายมาจากอาแจ๊กซ์มาลิเวอร์พูลในปี 2007 ด้วยค่าตัว 11.5 ล้านปอนด์ และทำประตูแรกในเกมเปิดตัวกับดาร์บี้ เคาน์ตี้ แต่ด้วยพฤติกรรมนอกสนาม โดยเฉพาะการใช้ทวิตเตอร์ ทำให้เขาถูกปรับเงินมาแล้ว นอกจากนี้ ตัวเขาเองยังเป็นจุดเริ่มต้นของแฮชแท็ก #BabelCopter ที่ใช้แทนผู้เล่นที่ไม่สามารถตัดสินใจได้ว่าจะไปไหนในวันสุดท้ายของตลาดซื้อขายนักเตะ นอกจากนี้ ยังใช้เวลาว่างในการร้องเพลงแร็พโชว์อีกด้วย

ไรอันทำได้ 22 ประตูจากการลงเล่น 146 นัด ก่อนย้ายไปฮอฟเฟ่นไฮม์ในปี 2011

5. ฌิบริล ซิสเซ่ 

กองหน้าฉายา “นิว อองรี” ย้ายจากโอแซร์มาลิเวอร์พูลในปี 2004 แต่เจ้าของรางวัลดาวซัลโวสูงสุดลีกเอิง 2 สมัย ใช้เวลารักษาตัวจากอาการขาหักทั้งสองข้าง

ฌิบริลทิ้งความทรงจำดีๆ ให้กับแฟนบอลด้วยการทำประตูในนัดชิงเอฟเอ คัพกับเวสต์แฮมในปี 2006 และทรงผมแนวขัดใจแม่ ก่อนย้ายไปโอลิมปิก มาร์กเซยในปีเดียวกัน ยิงได้ 24 ประตูจากการลงเล่น 78 นัด

6. เอล ฮัดจิ ดิยุฟ

เชราร์ อุลลิเยร์ ซื้อตัวกองหน้าเซเนกัลรายนี้ด้วยค่าตัว 10 ล้านปอนด์ ในปี 2002 ด้วยความหวังว่าจะสานต่อความยอดเยี่ยมจากฟุตบอลโลกในปีเดียวกัน กองหน้ารายนี้กลับต้องถ่างไปเล่นปีกขวาเสียเป็นส่วนใหญ่ แม้จะทำ 2 ประตูในเกมเปิดตัวกับเซาแทมป์ตัน ก่อนแฟนบอลจะต้องรอประตูถัดไปจากเขาถึง 7 เดือน

นอกจากนี้ ดิยุฟยังทำตัวเป็นที่น่าเกลียดชังของแฟนบอลเดอะ ค็อป ด้วยถ่มน้ำลายใส่แฟนบอลเซลติกในเกมยูฟ่า คัพ และไม่สามารถทำประตูให้กับทีมได้ในฤดูกาลถัดมา ก่อนย้ายไปโบลตันในปี 2004 ด้วยผลงาน 6 ประตูจาก 80 นัด

เจมี่ คาร์เรเกอร์ ตำนานลิเวอร์พูลได่้ให้คำนิยามดิยุฟไว้ว่า “เขาเป็นกองหน้าที่แย่ที่สุดในประวัติศาสตร์ลิเวอร์พูล เป็นหมายเลข 9 ที่ทำประตูไม่ได้เลย เขาแาจจะเป็นกองหน้าที่ไหนก็ได้ และเป็นคนสุดท้ายที่มาถึงสนามซ้อม”

7. แอนดี้ แคร์โรลล์

แอนดี้ แคร์โรลล์ กองหน้าผู้มีค่าตัวแพงสูงสุดเป็นอันดับ 2 ของลิเวอร์พูล (35 ล้านปอนด์) เพื่อแทนที่เฟอร์นันโด ตอร์เรส ที่ย้ายจากทีมไปเมื่อเดือนมกราคม 2011

กองหน้าตัวเป้าทีมชาติอังกฤษเจ็บตั้งแต่เดือนมีนาคม ในเกมที่พบกับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ประกอบกับฟอร์มอันโดดเด้นของหลุยส์ ซัวเรซ ทำให้แคร์โรลล์ไม่อยู่ในแผนการทำทีมของเคนนี่ ดัลกลิชและแบรนดอน รอดเจอร์ส แอนดี้ทำได้ 11 ประตูจาก 58 นัด ก่อนย้ายไปเวสต์แฮมในปี 2012 ด้วยค่าตัว 17 ล้านปอนด์

8. เฟอร์นันโด มอริเอนเตส

กองหนhาชาวสเปน ไม่สามารถแทนที่ไม่เคิ่ล โอเว่นที่ย้ายไปเรอัล มาดริดในปี 2005 ได้เลย ถึงแม้ว่าจะเป็นส่วนหนึ่งของทีมชุดแชมป์ยูฟ่า ซุปเปอร์ คัพ ปี 2005 แต่ตลอดฤดูกาลเขาทำได้ 12 ประตูจากการเล่น 60 นัด ก่อนย้ายไปบาเลนเซียในปี 2006

9. เอมิล เฮสกี

เชราร์ อุลลิเยร์ ทุ่มเงิน 11 ล้านปอนด์ซื้อตัวกองหน้าผู้เป็นทั้งฮีโร่และตัวสร้างสีสันแก่แฟนบอลจากเลสเตอร์ในปี 2000

ถึงแม้เฮสกียิงได้ 60 ประตูจาก 223 นัด แต่คงเทียบไม่ได้กับคู่หูอย่างไมเคิ่ล โอเว่น ฤดูกาล 2000-01 เป็นฤดูกาลที่ดีที่สุดของเขา เมื่อทำได้ 22 ประตู พาทีมคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ, ลีกคัพ และยูฟ่า คัพ ก่อนย้ายไปเบอร์มิงแฮมในปี 2004

10. คริสติยอง เบนเตเก้

เป็นอีกครั้งที่ลิเวอร์พูลไม่เคยจดจำบทเรียนที่ผิดพลาด เมื่อแบรนดอน รอดเจอร์ส ทุ่มเงิน 32.5 ล้านปอนด์ ซื้อตัวเบนเทเก้ ที่ยิง 49 ประตูจาก 101 นัดให้แอสตัน วิลล่า เมื่อปี 2015

 

แต่เบนเทเก้ไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับระบบของผู้มาใหม่อย่างคลอปป์ได้ จึงทำได้ 10 ประตูจาก 42 นัด ก่อนย้ายไปคริสตัล พาเลซในปี 2016

11. ยาโก้ อัสปาส

กองหน้าชาวสเปนย้ายจากเซลต้า บีโก้ด้วยค่าตัว 7.5 ล้านปอนด์ในปี 2013 เพื่อประสานงานร่วมกับแนวรุก 3S อย่างซัวเรซ, สเตอร์ริดจ์และสเตอร์ลิง แต่อาสปาสไม่สามารถแย่งตำแหน่งตัวจริงจาก 3S ได้เลย และยังทำให้แฟนบอลไม่ปลื้มด้วยการเตะมุมสั้นไปให้วิลเลียนในเกมตัดสินแชมป์ที่แพ้เชลซีไป 0-2

อัสปาสลงเล่น 15 นัดทำได้ 1 ประตู ก่อนย้ายไปเซบีย่าในปี 2014

12. มาริโอ บาโลเตลลี

เอล ฮัดจิ ดิยุฟ ภาค 2: กองหน้าจอมสร้างเรื่องย้ายมาจากมิลานในปี 2014 ด้วยค่าตัว 16 ล้านปอนด์ เพื่อแทนที่หลุยส์ ซัวเรซ ก่อนเริ่มต้นอย่างสวยงามด้วยการทำประตูในเกมเปิดตัวกับสเปอร์ส จากนั้นก็เหยียดชาวยิวผ่านโซเชียลมีเดีย, แลกเสื้อกับเปเป้ช่วงพักครึ่งกับเรอัล มาดริด สร้างความปวดหัวกับรอดเจอร์สเป็นอย่างมาก

บาโลเตลลียิงได้ 4 ประตูจาก 28 ประตูก่อนปล่อยให้มิลานยืมตัว แล้วย้ายไปนีซแบบฟรีๆ

13. ริคกี้ แลมเบิร์ต

การย้ายกลับมาลิเวอร์พูลของแลมเบิร์ตด้วยค่าตัว 4 ล้านปอนด์ในปี 2014 เปรียบเสมือนฝันที่เป็นจริง จากเยาวชนในอคาเดมีสู่ตัวจริงในสโมสรขวัญใจวัยเด็ก แต่โลกแห่งความจริงช่างโหดร้าย ถึงแม้ว่าเขาจะทำประตูได้ทั้ง 4 ระดับ (พรีเมัียร์ลีก, แชมเปี่ยนชิพ, ลีกวัน, ลีกทู) แต่ผลงาน 3 ประตูจาก 36 นัด เป็นอะไรที่ไม่น่าพอใจเท่าใดนัก จึงย้ายไปเวสต์บรอมวิชในปี 2015

มีกองหน้าลิเวอร์พูลคนไหนแย่กว่านี้อีกไหม? แล้วโยวาโนวิช เจ๋งที่่สุดในโลกหรือเปล่า ขอเชิญแสดงความคิดเห็นด่านล่างบทความนี้

 

Comments