WORAPATH – WHAT THE FOX : ประโยชน์ของ “VAR” ที่ไทยได้มากกว่าความยุติธรรม

วรปัฐ อรุณภักดี

ไม่ว่าบทสรุปในเรื่อง VAR (Video Assistant Referee) หรือที่เราเข้าใจกันในความหมายภาษาไทย คือ ภาพช้าในการช่วยตัดสิน จะออกมาในรูปแบบไหนก็ตาม อีกไม่นานวงการฟุตบอลทั่วโลกคงต้องได้ใช้เทคโนโลยีนี้แบบไม่มีทางปฏิเสธได้อย่างแน่นอน ถ้าไม่มีประเด็นในแง่ลบที่ทำให้เกิดการถกเถียงกันระหว่างการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 รอบสุดท้าย ที่รัสเซีย (14 มิ.ย. – 15 ก.ค.) ซึ่งก่อนหน้านี้ก็มีบ้างประปรายทั้งที่สนับสนุน และต่อต้าน แต่น้ำคงจะเชี่ยวกรากมากชนิดที่เรือไม่กล้าขวางแน่หากมันราบรื่นในทัวร์นาเมนต์ที่แฟนบอลทั่วโลกให้การยอมรับและติดตามมากที่สุด

สำหรับปัญหาในบ้านเราตอนนี้ กลับไม่ใช่เรื่องเดียวกับที่ฟีฟ่ากังวลคือการปรับปรุงเพื่อสร้างการยอมรับ แต่กลายเป็นปัญหาโลกแตก คือ เรื่องเงินๆ ทองๆ ที่สมาคมกีฬาฟุตบอลไม่มีงบประมาณเพียงพอที่จะแบกรับค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง ตกแมตช์ละ 3-4 หมื่นบาท ซึ่งแท้จริงแล้วผมคงมิอาจทราบได้ว่าทำไมไม่มีทางออกที่ดีกว่าการให้สโมสรเป็นฝ่ายออกค่าใช้จ่ายเอง แต่เชื่อเถอะครับยังไงปัญหานี้จะกลับมาใหม่ในอนาคตถ้ามีการบังคับจากฟีฟ่า เพราะพื้นฐานเศรษฐกิจความมั่นคงของลีกแต่ละประเทศต่างกัน คงมีหลายชาติที่ไม่มีทางแบกรับค่าใช้จ่ายเหมือนที่เราเจออยู่ตอนนี้เช่นกัน

ซึ่งแท้จริงแล้วจุดมุ่งหมายของการเกิด VAR คืออะไร ไม่มีใครรู้วิธีคิดในใจของ จานนี อินฟานติโน ประธานฟีฟ่าได้หรอก แต่ที่แน่ๆ มันไม่ใช่แค่การตอบโจทย์เรื่องความโปร่งใสในกีฬาฟุตบอลอย่างเดียว เช่นเดียวกันการเข้ามาของ VAR ในไทยตั้งแต่เดือน ม.ค. ที่ผ่านมา มี 6 เหตุการณ์ที่สร้างการเปลี่ยนคำตัดสินใจให้เกิดภาพพจน์ที่ดี แต่ในมุมมองของผมมันสร้างประโยชน์แบบที่วงการฟุตบอลไทยคาดไม่ถึงจริงๆ

3 – 4 หมื่น ที่บอกว่าแพง ถ้าเทียบกับการได้ทดสอบศักยภาพผู้ตัดสินถือว่า “โคตรคุ้ม”

 

ปัจจุบันเชิ๊ตดำในลีกสูงสุดบ้านเรามีประมาณ 50 คน ซึ่งไม่พอกับการทำหน้าที่ในแต่ละสัปดาห์ อันนั้นเข้าใจไม่ยาก เพราะถ้าต้องแข่งวันเดียวกันครบ 9 คู่ ต้องใช้แมตช์ละ 4 คน รวมแล้ว 36 คน ซึ่งจริงๆ ก็ยังเหลือตัวสแตนด์บายอีกตั้ง 14 คน แต่คำถามต่อมาคือทั้ง 50 คนมีมาตรฐานที่เทียบเท่ากันหรือไม่ นี่ยังไม่รวมคนที่ถูกดันขึ้นมาเป่าในฤดูกาลนี้อีกนะ มีใครตอบได้บ้าง เพราะแบบประเมินที่มีการทดสอบกันแล้วบอกว่าผ่านเกณฑ์ในกลุ่มผู้ตัดสิน ก็ไม่ใช่มาตรวัดที่แท้จริงเมื่อต้องเจอเกมที่มีความกดดันสูงท่ามกลางสถานการณ์ที่คาดเดาไม่เลย

ดังนั้นเครื่องชี้วัดที่จะช่วยจัดเกรดผู้ตัดสินได้ดีที่สุดคือการใช้ VAR เป็นตัวประเมิน ซึ่งผู้ที่ทำงานในสนามรู้ดีว่ามันสร้างประโยชน์ให้พวกเขามากแค่ไหน ในการวัดศักยภาพของตัวเอง จากที่แต่ก่อนพอจบเกมจะกลับไปนั่งดูเทปย้อนหลังว่าเราเป่าจังหวะนี้ผิดพลาดมั้ย ให้ฟาล์วจังหวะนี้ มันควรอยู่ในกรอบ หรือนอกกรอบเขตโทษ การเข้าบอลของนักเตะคนนั้นมันควรโดนใบเหลืองหรือแดง แต่การเรียกภาพช้ามาดูได้เกือบจะเรียลไทม์ มันทำให้ผู้ตัดสินเองรู้ตัวทันทีว่าการตัดสินใจของตัวเองในจังหวะก่อนหน้านั้นมันถูกต้องหรือไม่เช่นเดียวกับที่ผู้ชมเห็นในการชมถ่ายทอดสด

ทำไม “VAR” ควรได้ไปต่อ…..เพราะสำหรับฟุตบอลไทยมันให้อะไรมากกว่านั้น

นอกจากช่วยวัดความสามารถผู้ตัดสินไทยว่ามีอยู่ในระดับไหนของเกมระดับสากล และยังช่วยสะท้อนการตัดสินใจในช่วงเวลาที่กดดันว่า คุณมีสมาธิอยู่กับเกมมากน้อยแค่ไหน แม่นยำในกติกาและมีศิลปะในการควบคุมอารมณ์ของเกมให้อยู่ในมือคุณได้ยังไงแล้ว

อีกสิ่งที่ควรนึกถึงคือ “การเรียกศรัทธาจากสโมสรและแฟนบอลคืน” เพราะ 3 เดือนที่ผ่านมา VAR ช่วยป้องปรามการล้มบอล หรือ ล็อคผลการแข่งขันได้จริง เหมือนเป็นไฟต์บังคับที่วัดใจผู้ตัดสินที่มีพฤติกรรมมิชอบไปในตัว เนื่องจากในจังหวะสำคัญที่เกิดปัญหาและมีผลต่อการเกิดประตู ภาพช้าย้อนหลังพวกนี้มันให้คำตอบคุณได้หมด แต่ถ้าคุณไม่เรียกใช้มันแล้วปล่อยให้เกมดำเนินต่อไป “ความไม่มาพากลในสายตานักเตะและแฟนบอลจะจับจ้องไปที่ตัวคุณทันที”

ขณะเดียวกันอีกมุมหนึ่งมันก็ช่วยสร้างความมั่นใจให้ผู้ตัดสินหน้าใหม่ที่ยังไม่มีประสบการณ์ในเกมใหญ่ได้ทำงานแบบไม่ต้องกังวล เพราะมี VAR  ที่เป็นเหมือนกล้องวงจรปิดค่อยช่วยสอดส่องอยู่เกือบทุกมุมในสนาม ซึ่งในยุคที่ผู้ตัดสินบ้านเรากำลังอยู่ในช่วงพัฒนาเพื่อยกระดับสู่สากล VAR มันบอกเราได้เลยว่าตอนนี้เรามีแผลตรงไหนบ้าง

ถึงเวลาคิดค้นVAR ภูมิปัญญาไทย
จริงๆ มันไม่ได้มีการบังคับสักหน่อยเลยว่า VAR ต้องมีสเปคเท่าไหร่? สเกลขนาดไหน? ทำไมสมาคมกีฬาฟุตบอลไม่ลองเปิดโอกาสให้ภาครัฐ หรือเอกชน ที่สนใจจะทำงานวิจัยเพื่อประดิษฐ์ขึ้นมาในแบบของเราเอง ภายใต้โจทย์ “ขอให้มีภาพย้อนหลังเหตุการณ์ให้ดูเป็นพอ”  เพราะจุดสำคัญมันมีแค่นี้

“ในมุมผมมันคงไม่ต้องสวยงามเลิศเลอ เอาแค่มันชัดเจนพอที่จะช่วยให้คนทำงานในสนามสามารถตัดสินใจได้ก็พอ ทุกวันนี้ตำรวจก็ได้หลักฐานจากกล้องวงจรปิด หรือคลิปจากมือถือชัดบ้าง ไม่ชัดบ้างมีถมไป” 

ถ้าเปิดโอกาสแล้วมีหลายหน่วยงานหรือหลายองค์กรทำได้ การแข่งขันมันก็จะเกิดขึ้น คราวนี้ความได้เปรียบจะกลับมาอยู่ที่คนซื้อบ้างละ ไม่แน่นะครับ สมาคมกีฬาฟุตบอล ซึ่งเป็นเหมือนผู้บริโภค อาจจะพบทางเลือกใหม่ๆ ที่เพิ่มขึ้นโดยไม่ต้องเสียเงิน หรือถ้าต้องเสียก็อาจจ่ายน้อยลง ชนิดที่ไม่ต้องควักจ่ายอยู่ฝ่ายเดียวแบบที่เป็นอยู่ก่อนหน้านี้ จนต้องถอดใจก็เป็นได้

อีกหนึ่งสิ่งที่ต้องรีบปรับโดยด่วน คือการสร้างความมั่นใจให้ผู้ประกอบการมีความเชื่อมั่นว่า ตลาดของ VAR มีเสถียรภาพทางการเงินระยะยาวพอที่พวกเขาจะโดดลงมาทำธุรกิจ ราคาต่อแมตช์มันอาจจะไม่แพงขนาดนี้ เชื่อเถอะครับใครๆ ก็อยากได้เงินเยอะ แต่ถ้ากินน้อยๆ แต่กินนานและมีความมั่นคงในระยะยาวแบบจับต้องได้ ผู้ผลิตก็ต้องยอมปรับตัวดีกว่าให้เงินที่รออยู่ในอนาคตมันหายไปต่อหน้าต่อตา

อย่าให้ความตั้งใจที่จะพัฒนา มาติดที่ปัญหาแค่เรื่องเงิน เพราะต่อให้ VAR สมบูรณ์แค่ไหน ฟีฟ่าก็ไปบังคับชาติสมาชิกให้ใช้ในแบบเดียวกัน ราคาเดียวกันไม่ได้!!! ไม่งั้นมาตรฐานและเทคโนโลยีการถ่ายทอดสดแต่ละประเทศคงมีมาตรฐานเท่ากันไปแล้ว

“มีเท่าไหน เราใช้เท่านั้น เห็นช้างขี้อย่าขี้ตามช้าง เป็นพอ”

วรปัฐ อรุณภักดี
ผู้ประกาศข่าว / ผู้บรรยายกีฬา ไทยรัฐทีวี ช่อง 32

Comments