(ทฤษฎีสมมติ) “หงส์แดง” อยากบู๊รอบตัดเชือกกับใคร?

สำหรับแฟนบอลลิเวอร์พูล ชัยชนะเมื่อคืนทำให้พวกเขาหลายคนมองไปถึงรอบรองชนะเลิศแล้ว

 

แม้การแข่งขันจะยังเหลืออีกนัดที่ เอติฮัด สเตเดี้ยม ซึ่งอะไรก็เกิดขึ้นได้ แต่หากพวกเขาผ่าน แมนเชสเตอร์ ซิตี้ไปได้ ที่เหลือคือ “ของจริง”

 

ในเวลานี้ นอกจากคู่ หงส์ปะทะเรือ … เราน่าจะเห็นเค้าลางๆของอีกสามทีมในรอบตัดเชือก

 

เรอัล มาดริด … บุกถล่ม ยูเวนตุส ถึงตูริน 3-0 คงไม่น่าพลาดกับการรักษาสกอร์ที่ตุนเอาไว้มหาศาล ในเกมเลกสองที่เบร์นาเบว

 

บาร์เซโลน่า … ไม่เหนื่อยเท่าไหร่กับการเปิดบ้านถล่ม โรม่า 4-1 หากพวกเขาจะฟอร์มหลุดในเกมที่สอง ทีมระดับอย่าง “เจ้าบุญทุ่ม” ก็ไม่น่าบุกไปแพ้ถึง 0-3

 

ขณะที่ บาเยิร์น มิวนิค แม้จะชนะเซบีย่า ทีมม้ามืดประจำรายการเพียง 2-1 แต่สำหรับการเฝ้าบ้านในนัดที่สอง หลายฝ่ายก็ยังเชื่อว่าเป็นเรื่องยาก ที่เซบีย่าจะทำได้เหมือนกับการปราบแมนฯยูไนเต็ด ในรอบที่แล้ว

 

ฉะนั้นเรามองภาพคร่าวๆได้ 3 ทีม คือ เรอัล มาดริด , บาร์เซโลน่า และ บาเยิร์น มิวนิค ว่า “อาจ” เป็นคู่ปรับของ ลิเวอร์พูล ในรอบรองชนะเลิศ

 

ทีนี้มาดูกันว่า ทีมไหนที่น่าจะ “หนัก” สำหรับลิเวอร์พูลมากที่สุด

 

เราขออนุญาตเรียงจาก หนักน้อย… ไปหนักมากครับ

 

3.บาร์เซโลน่า

Barcelona
SEVILLE, SPAIN – MARCH 31: Lionel Messi of FC Barcelona celebrates after scoring the second goal of FC Barcelona with his team mates Denis Suarez of FC Barcelona (C) and Jordi Alba of FC Barcelona (C and Paulinho of FC Barcelona (R) during the La Liga match between Sevilla CF and FC Barcelona at Estadio Ramon Sanchez Pizjuan on March 31, 2018 in Seville, Spain. (Photo by Aitor Alcalde/Getty Images)

ทุกคนทราบดีว่าบาร์เซโลน่ามี ลิโอเนล เมสซี่ กับ หลุยส์ ซัวเรซ แต่ทรงบอลของพวกเขาไม่ได้เล่นกันอย่างไหลลื่นเหมือนเมื่อก่อน

 

หลายเกมที่บาร์ซ่าเน้นโจมตีจากจังหวะฉาบฉวย หรือความมหัศจรรย์ของ เมสซี่ ในการทำประตูฝั่งตรงข้าม

 

อันที่จริงสไตล์การทำทีมของเอร์เนสโต้ บัลเบร์เด้ ดูคล้ายคลึงกับเป๊ป กวาร์ดิโอล่า ตอนที่คุมบาร์ซ่ามากที่สุด แม้จะปรับระบบ 4-4-2 แต่เขาก็ยังเน้นให้ลูกทีมเล่นแบบ ตีกี-ตาก้า ซึ่งเป็นสูตรต้นตำรับดั้งเดิมของทีม

 

พวกเขาเปลี่ยนระบบการยืนไปบ้างเมื่อมี ฟิลิเป้ คูตินโญ่เข้ามา แต่ในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก อดีตดาวเตะ “หงส์แดง” ติดคัพไท ลงสนามไม่ได้

 

ฉะนั้นบาร์ซ่าก็ต้องยึดระบบ 4-4-2 เป็นหลักในการเล่นต่อไป แต่ปัญหาคือมีหลายเกมที่ผู้เล่นบาร์ซ่า “ช็อต” กันไปเอง ไม่สามารถต่อบอลกันได้ และหลายครั้งที่เสียบอลให้คู่แข่งเข้าทำในพื้นที่อันตราย

 

เมื่อวานนี้ ภายใต้ชัยชนะ 4-1 เหนือโรม่า มาจากการทำเข้าประตูตัวเองของคู่แข่ง 2 ครั้ง , คู่แข่งสกัดพลาดให้อีกหนึ่งครั้ง และซ้ำเข้าอีกหนึ่งลูก

 

ไม่ได้มีการประสานงานเข้าทำแบบทีมเวิร์คให้เห็นเท่าใดนัก

 

ขณะที่เกมรับก็มีปัญหา อย่างที่กล่าวไปว่าพวกเขาปล่อยให้โรม่า ได้บุกเข้ามาหลายคน กระทั่งมาโดนประตูตีไข่แตกจากเอดิน เชโก้ในช่วงท้ายเกม

 

ลิเวอร์พูล ในยุคเจอร์เก้น คล็อปป์ ไม่จำเป็นต้องกลัว บาร์ซ่า ในเมื่อพวกเขารู้ว่า ทีมดังจากแคว้นกาตาลุนญ่ามีจุดอ่อนในเกมรับให้เห็นหลายครั้ง ประกอบกับการขึ้นเกมของ “เจ้าบุญทุ่ม” เน้นการต่อบอลสั้น และครองบอลหาช่อง ซึ่งเป็นของชอบของลูกทีม คล็อปป์ อยู่แล้ว กับการขโมยบอลไปด้วยความเร็วสูงและเล่นเกมโต้กลับ

 

บาร์ซ่า อาจจะครองบอลเยอะก็จริง แต่หากโดนไปก่อน และเจอ “ลิเวอร์พูลคอมโบ” เหมือนกับที่ แมนฯซิตี้ โดนเล่นงานไป … พวกเขาก็อาจต้องเจอฤทธิ์เดชของ “หงส์แดง” เล่นงานจนตกรอบ

 

และแม้จะมี เมสซี่ ก็ตาม แต่ดูจากหลายเกมที่ผ่านมา หากลิเวอร์พูลตัดช่องทางของคู่แข่งได้ตั้งแต่แดนบน และใช้จำนวนผู้เล่นเกมรับไปจับตายอดีตดาวยิงนีเวลล์ โอลด์ บอยส์ … ก็ยากที่บาร์ซ่าจะกระดิกตัวได้

 

เว้นแต่บาร์ซ่าจะเปลี่ยนความเป็นตัวตนของตัวเอง เลิกใช้สไตล์การเคาะบอลสั้น … ซึ่งพวกเขาคงไม่น่าจะเปลี่ยนแนวทางของตัวเองเพื่อเกมๆเดียว

 

2.บาเยิร์น มิวนิค

Bayern Munich
SEVILLE, SPAIN – APRIL 03: Franck Ribery of Bayern Muenchen celebrates with his team mates after scoring his sides first goal after his shot was deflected in by Jesus Navas of Sevilla (not pictured) during the UEFA Champions League Quarter Final Leg One match between Sevilla FC and Bayern Muenchen at Estadio Ramon Sanchez Pizjuan on April 3, 2018 in Seville, Spain. (Photo by Adam Pretty/Getty Images)

หากย้อนไปเมื่อ 4 ปีที่แล้วเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นที่อัลลิอันซ์ อารีน่า

 

บาเยิร์น มิวนิค เล่นในบ้านของตัวเอง และถูกยกให้เป็นต่อเหนือ เรอัล มาดริด ที่ช่วงนั้นฟอร์มในลีกก็ไม่ถึงกับดีมาก

 

“เสือใต้” ในยุคนั้นคุมทีมโดย เป๊ป กวาร์ดิโอล่านั่นเอง และสไตล์ของเป๊ป ก็อย่างที่ทุกคนทราบกันดีว่าเน้นการต่อบอลและเคาะบอลสั้น

 

ท้ายสุดพวกเขาโดน “ราชันชุดขาว” ใช้เกมโต้กลับของถนัดเล่นงานจนไปไม่เป็น สุดท้ายแพ้คาบ้านไป 0-4

 

แม้บาเยิร์นทุกวันนี้ จะทำทีมโดยจุ๊ปป์ ไฮย์เกส กุนซือมากประสบการณ์ ซึ่งไม่มีใครปฏิเสธฝีมือของเจ้าตัว แต่ทีมดังจากบาวาเรียยังมีจังหวะสปีดการขึ้นเกมที่ไม่เร็วเท่าใดนัก

 

ที่สำคัญ แดนกลางเสือใต้มีจุดอ่อนอยู่ที่ ฆาบี้ มาร์ติเนซ ที่ค่อนข้างช้า ขณะที่อาร์ตูโร่ วิดัล ก็น่าจะผวากับการเจอการเข้าบอลเร็วสไตล์ “หงส์แดง”

 

แบ็กของ บาเยิร์น ทั้งสองฝั่งอย่างดาวิด อลาบ้า และ โจชัว คิมมิช อาจเร็วก็จริง แต่จุดอ่อนอยู่ที่มัตต์ ฮุมเม่ลส์ ที่แม้ทางบอลอาจจะชัวร์ แต่มีจุดด้อยเรื่องสปีดอยู่เหมือนกัน

 

หาก “เสือใต้” เน้นครองบอลเคาะบอลไปมา หาช่องเจาะไปเรื่อยๆ พวกเขาอาจโดนการเพรสเร็วจากแดนบนเล่นงานได้

 

วิธีการของคล็อปป์ที่ทำได้คือตัดตัวบนของบาเยิร์น ทั้งฟร้องค์ ริเบรี่ , โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ และ อาร์เยน ร็อบเบนออกจากเกมให้ได้มากที่สุด ปิดทางขึ้นตรงริมเส้นของ “เสือใต้” ให้ได้

 

เรายังเชื่อว่าบาเยิร์น ไม่น่าใช้บอลไดเรกต์ เล่นงานคู่แข่งเพียงอย่างเดียว เพราะทีมระดับนี้ น่าจะมั่นใจในการเข้าทำรูปแบบของตัวเอง ไม่ต่างจากบาร์เซโลน่า

 

ฉะนั้น ลิเวอร์พูลสามารถใช้วิธีเดิมคือ โจมตีเร็ว , เพรสแดนบน เน้นจุดอ่อนที่ฮุมเม่ลส์ และ มาร์ติเนซ ในการลุ้นเข้าไปจบสกอร์

 

อย่างไรก็ตามอีกจุดที่ทำให้พวกเขาไม่น่าจะโดนฤทธิ์เพรสซิ่งของลิเวอร์พูลนัก คือการที่พวกเขามีแบ็กซ้ายอย่าง อลาบ้า ที่เร็วไม่แพ้กันกับ โมฮัมเหม็ด ซาล่าห์

 

ถ้าเซนส์บอลทันกัน และมีตัวซ้อนดีๆ ตัดซาล่าห์ออกจากเกม นั่นก็ทำให้พวกเขาตัดปัญหาไปได้จุดหนึ่ง

 

แต่ก็ย้อนไปที่คำถามเดิมครับ การขึ้นเกม… เพราะถ้าพวกเขาเคาะกันช้าๆ หรือออกบอลไปริมเส้นโดยที่ไม่มีสปีดที่มากพอ โจมตีได้ไม่เร็วพอ ก็จะโดนสวนกลับ และก็ลงท้ายด้วยการ เสียประตู…

 

บาเยิร์น จึงเป็นทีมอันดับ 2 ในชาร์ตนี้ครับ … พวกเขามีทรงบอลและทีมเวิร์คที่แข็งกว่าบาร์เซโลน่า แต่การเซตเกมกันเป็นระบบมากเกินไป ก็เสี่ยงกับการโดน ลิเวอร์พูล ตัดท่อลำเลียงและโจมตีด้วยความเร็วสูง

 

1.เรอัล มาดริด  

Cristiano Ronaldo of Real Madrid celebrates
TURIN, ITALY – APRIL 03: Cristiano Ronaldo of Real Madrid celebrates after scoring his sides first goal with his Real Madrid team mates during the UEFA Champions League Quarter Final Leg One match between Juventus and Real Madrid at Allianz Stadium on April 3, 2018 in Turin, Italy. (Photo by Emilio Andreoli/Getty Images)

นี่คือทีมที่น่ากลัวที่สุดในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ไม่ว่าจะปีไหน และยังเป็นมาเสมอ

 

ไม่ใช่แค่เพียงแชมป์ 12 สมัยเท่านั้น … แต่ “ราชันชุดขาว” มีประสบการณ์ที่โชกโชนที่สุดในเกมฟุตบอลยุโรป

 

ที่สำคัญพวกเขาไม่ได้มีวิธีการเล่นที่ชัดเจน… พวกเขาไม่ได้มีเกมต่อบอลเป็นจุดขาย และพวกเขาก็ไม่ได้ขึ้นเกมจากริมเส้นทุกครั้ง

 

กล่าวคือ เรอัล มาดริด ประยุกต์ ปรับเปลี่ยน และมีวิธีจัดการคู่ต่อสู้ได้ในทุกสถานการณ์

 

พูดง่ายๆคือ แล้วแต่ว่าคู่แข่งจะมาสไตล์ไหน พวกเขาสามารถจะปรับได้ตามนั้น

 

ความอันตรายของ เรอัล มาดริด ต่อ ลิเวอร์พูล อยู่ที่พวกเขาสามารถเล่นลูกลักษณะฉาบฉวยได้ดีไม่แพ้ “หงส์แดง”

 

พวกเขามีความเร็วของตัวรุกสายเลือดใหม่ทั้ง มาร์โค อเซนซิโอ้ และ แกเร็ธ เบล , มีกองกลางที่นอกจากจะออกบอลได้ดีทุกจังหวะ ยังมีความคล่องตัวสูงอย่าง ลูก้า โมดริช

 

ที่สำคัญ ตั้งแต่ขึ้นปี 2018 มา คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ทำประตูให้กับเรอัลไปแล้วถึง 23 ประตู

 

ใช่ครับ… โรนัลโด้ คือดาวยิงที่สามารถจะยิงประตูจากจุดไหนก็ได้ และยิงในรูปแบบใดก็ได้

 

หมายความว่า ลิเวอร์พูลจะไม่มีทางรู้ว่าการขึ้นเกมของ เรอัล จะบุกมาแบบไหน , จะออกด้านซ้ายหรือด้านขวา

 

และแม้ว่า เรอัล จะมีเกมรับที่ไม่แข็งแกร่งนัก แต่พวกเขามั่นใจว่า ลิเวอร์พูล ไม่สามารถจะหยุดเกมรุกของพวกเขาได้เช่นกัน

 

ฉะนั้นด้วยเหตุผลทั้งหมด … เชื่อว่า เรอัล มาดริด น่าจะเป็นทีมที่ ลิเวอร์พูล หนักใจที่สุด หากทั้งคู่ต้องพบกันในรอบรองชนะเลิศ หรือรอบชิงชนะเลิศ

 

แต่เรียนอีกครั้งครับ… นี่เป็นเพียงทฤษฎีสมมติเท่านั้น… สิ่งที่แฟน “หงส์แดง” ต้องทำคือเชียร์ทีมให้ผ่าน ซิตี้ ไปให้ได้ก่อนในรอบ 8 ทีมสุดท้ายนัดที่ 2

 

ซึ่งขนาดเกมแรกยังชนะได้ขนาดนี้ เกมที่สอง พวกเขาก็คงไม่ต้องกลัวใครเหมือนกัน

 

Comments