สก็อต แม็คอินไตร์ : ถึงเวลาหรือยังที่ต้องสังคายนา AFC Annual Awards ใหม่?

อุมัร อับดุลเราะห์มาน ผู้เป็นทั้งจอมเทคนิคชั้นยอด, ผู้สร้างสรรค์ประตูแล้วประตูเล่า, เพชฌฆาตหน้าปากประตู และนักเอนเตอร์เทนที่ครบเครื่องได้มาที่กรุงเทพฯ เพื่อรักษาตำแหน่งนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของเอเอฟซี ซึ่งถือเป็นหนึ่งในหลายรางวัลที่มีการมอบ ณ เมืองหลวงของประเทศไทยแห่งนี้

มีหลายปีเหมือนกันที่รางวัลหลักอย่างนักฟุตบอลชายยอดเยี่ยมถูกตัดสินชนิดค้านสายตา อย่างตอนที่ ฮาหมัด อัล-มอนตาชารี คว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมในปี 2005 ถึงแม้ว่าหลังจากนั้นรายชื่อผู้ถูกเสนอเข้าชิงรางวัลจะได้รับการยอมรับมากขึ้น แต่ก็ไม่มีใครเชื่อว่าเกณฑ์ที่นำมาวัดนั้นจะตัดสินถึงความเป็น “The Best” ได้จริงๆ

เพราะรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมถูกจำกัดแค่นักเตะที่เล่นให้กับทีมชาติหรือรายการแข่งขันของเอเอฟซีเท่านั้นจึงจะได้ลุ้นรางวัล ต่อให้คุณยิงเป็นพันลูกในลีกก็ถูกหมางเมินได้หากไม่ได้เล่นในรายการเหล่านั้น

โดยระบบคิดคะแนนจะเน้นไปที่นักเตะที่ได้รางวัล “แมน ออฟ เดอะ แมตช์” ในรายการแข่งขันต่างๆ ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่วิธีที่ดีแน่ในการคัดเลือกว่าใครคือสุดยอดนักเตะของทวีป นั่นหมายความว่าถึงคุณจะโชว์ฟอร์มได้เด่นเป็นอันดับ 2 ในสนามสักร้อยเกมก็ไม่มีทางได้เป็นแคนดิเดตนักเตะยอดเยี่ยม

และถ้าพูดถึงรางวัลโค้ชยอดเยี่ยมแห่งปีที่ใช้เกณฑ์คล้ายคลึงกันมาวัดว่าจะต้องคุมทีมลงเล่นในทัวร์นาเม้นต์ของฟีฟ่าหรือเอเอฟซีเท่านั้น ทำให้โค้ชฝีมือดีถูกละเลยไม่น้อยเลยทีเดียว

ดูอย่าง 3 กุนซือที่มีชื่อเข้าชิงรางวัลนี้อย่าง มาซาทาดะ อิชิอิ, อันเก ปอสเตโคกลู และ ทาคาฟุมิ โฮริ ดูก็ได้

คนแรกโดนปลดตอนกลางซีซั่นและตอนนี้ก็ไปคุมทีมท้ายตารางอย่าง โอมิยะ อาร์ดิจา ส่วนคนที่ 2 แม้จะพาทีมชาติไปเล่นฟุตบอลโลกแต่ก็ไม่ได้เป็นโค้ชแล้ว ส่วนคนที่ 3 คุมทีมได้ไม่ถึงครึ่งฤดูกาลและแพ้เยอะพอๆกับแมตช์ที่เขาชนะใน ACL

เพราะฉะนั้นจึงน่าจะถึงเวลาแล้วที่เอเอฟซีควรเลิกเอาเกณฑ์อันคับแคบมาตัดสิน เพื่อให้รางวัลนี้มีความขลัง สมคุณค่าความเป็น “The Best” มากขึ้น

จริงอยู่ที่ทั้ง อับดุลเราะห์มาน, คริบิน และ หวู เหล่ย ถือว่าเป็นนอมินีที่สมน้ำสมเนื้อ รวมไปถึงฝั่งนักเตะหญิงที่มี ซาแมนธา เคอร์ ของออสเตรเลีย และ ซากิ คุมากาอิ ของญี่ปุ่น

แต่เมื่อชี้เฉพาะเจาะจงไปถึงกระบวนการคัดเลือก เกณฑ์ทั้งหลายทั้งมวลที่กล่าวมานั้นก็ยังยากที่จะเข้าใจอยู่ดี

Comments